วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2017

พี่น้องที่รัก
                วัดเซนต์หลุยส์ครบ 60 ปีแล้ว
                ขอขอบพระคุณพระเจ้า งานทุกอย่างที่จัดเพื่อสรรเสริญพระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ และประกาศความรักอันยิ่งใหญ่ให้เพื่อนพี่น้องได้รับรู้  ผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อยและสง่างาม  นับตั้งแต่งานเดินการกุศลในวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคมที่สวนลุมพินี และการเตรียมจิตใจ 9 วันก่อนวันฉลองอย่างเป็นทางการ บรรยากาศอย่างเป็นธรรมชาติของการมาวัดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเช้าและตอนเย็น ถึงแม้ว่าไม่มากมายเหมือนวันเสาร์และอาทิตย์ แต่ก็มากด้วยคุณภาพที่ชวนกันมาขอบพระคุณพระเจ้า  โดยเฉพาะค่ำคืนที่ 26 สิงหาคม ซึ่งพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มาเป็นประธานมิสซาฉลองภายใน เดินแห่รูปนักบุญรอบวัดและมาเสกศาลาหลุยส์มารีย์และโถงเอนกประสงค์ใหม่ บรรยากาศสวยงามและชวนศรัทธาดี ถึงแม้ว่ายามดึกฝนจะเทลงมาจนน่าเป็นห่วงงานในวันรุ่งขึ้น แต่ที่สุดทุกอย่างพร้อมแล้วในวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม บรรดาสภาภิบาลวัด ผู้เกี่ยวข้องทุกองค์กรมาต้อนรับพระคาร์ดินัลเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิชอย่างอบอุ่น และงานฉลองวัดอย่างเต็มรูปแบบพร้อมกับแห่รูปนักบุญออกไปนอกวัดที่ริมถนนสาทรใต้เพื่อผ่านเข้าไปในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์และกลับมาที่โถงเอนกประสงค์เพื่อภาวนาขอบพระคุณพระเจ้าด้วยกันต่อหน้ารูปนักบุญ ทุกอย่างจบลงด้วยคำชื่นชมและรอยยิ้มกว้าง “สมกับงานฉลองวัด 60 ปี” ยิ่งใหญ่ทั้งในวัดและเรียบร้อยในการจัดบรรยากาศรอบวัด
                ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอเก็บชื่อไว้ในใจแต่บอกออกมาภายนอกว่า “สิ่งที่ท่านได้ทำพระจดจำได้หมด” แม้แต่ผู้ดูแลความสะอาดทั้งห้องน้ำและบริเวณสถานที่ตลอดงาน งานเล็กพระเจ้าถือยิ่งใหญ่ และยังพอพระทัยในความรับผิดชอบงานใหญ่ๆ และสำคัญไว้ทั้งหมด
                ขออภัยในข้อบกพร่อง งานสิ่งใดๆในส่วนที่ขาดๆเกินๆย่อมมี จะละไว้ก็ไม่ใช่ ขอนำไปปรับปรุงเพื่อทำให้งานฉลองวัดปีหน้าดียิ่งขึ้น  ใครมีอะไรที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ขอเชิญแนะนำได้ที่พ่อ
                ก้าวต่อไปอย่างมุ่งมั่นคือการสร้างชุมชนศิษย์พระคริสต์วัดเซนต์หลุยส์ให้เจริญเติบโตด้วยความเชื่อและเป็นประจักษ์พยานให้กับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่อบอุ่น พระกระแสเรียกที่งอกงามเพิ่มขึ้น และทุกองค์กรของวัดช่วยพระเยซูเจ้าประกาศข่าวดีของพระองค์ 75 ปีของวัดกับวันที่รอคอย....


พ่อเจ้าวัด
................................................................................................
สวัสดีครับพี่น้อง
                คำสอนหลักที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงบ่อยที่สุด คือเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ซึ่งมี 3 ประการด้วยกัน (เทียบ มธ10:37-39; มก 8:34-37; ลก 9:23-27; 14:25-27; 17:33; ยน12:25)
                1.    เลิกคิดถึงตนเอง หรือบางคนเรียกว่า ปฏิเสธตนเอง” (self-denial)  ส่วนใหญ่เรามักคุ้นเคยกับการปฏิเสธตนเองแบบจำกัด โดยเฉพาะบางเวลา เช่น ละเว้นไม่กินเนื้อวันศุกร์  พลีกรรมช่วงมหาพรต ฯลฯแต่นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการเลิกคิดถึงตนเองตามความหมายของพระเยซูเจ้า  เพราะสำหรับพระองค์การเลิกคิดถึงตนเองหมายถึงการพูด ไม่กับตัวเองและ ใช่กับพระเจ้าทุกลมหายใจตลอดชีวิต  ไม่ใช่ ใช่กับพระองค์เพียงช่วงใดช่วงหนึ่งเป็นการลดบทบาทตนเองหรือปลดตนเองลงจากบัลลังก์ชีวิต แล้วอัญเชิญพระองค์ขึ้นสู่บัลลังก์เพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของเราตลอดไป
                2.    แบกไม้กางเขนของตน นั่นคือยอมรับภาระทุกอย่างอันเกิดจากการรับใช้ด้วยความเสียสละ  เช่นยอมละทิ้งความทะเยอทะยานส่วนตัวเพื่อรับใช้พระเยซูเจ้า ยอมสละเวลาว่างและความบันเทิงส่วนตัวเพื่อเยี่ยมเยียนหรือรับใช้ผู้สูงอายุ เด็กกำพร้า ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการรับใช้พระเจ้าที่ดีที่สุด
                3.    ติดตามพระเยซูคริสตเจ้า คือยอมรับพระองค์เป็นผู้นำของเรา และพร้อมนบนอบเชื่อฟังพระองค์ทั้งด้านความคิด วาจา และกิจการเรียกว่าพร้อมเดินตามรอยพระองค์ทุกย่างก้าวนอกจากเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ทั้ง 3 ข้อแล้ว พระองค์ยังแยกแยะให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง คนเป็นและ คนมีชีวิต” (existing vs living) อีกด้วยผู้ใดมีปอดที่ยังหายใจได้และหัวใจที่ยังเต้นอยู่ก็ได้ชื่อว่า คนเป็นแล้ว  แต่คนที่ มีชีวิตจำเป็นต้องมีคุณค่ามากกว่านี้แน่ เช่น มีดวงวิญญาณที่สงบสุข มีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบาน หรือมีความตื่นเต้นซาบซึ้งอยู่ทุกขณะจิตวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงประทานตำราหรือคาถาทำให้ คนเป็นมีชีวิต กล่าวคือ
                1.    “ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น ก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร”  มัทธิว เขียนพระวรสารระหว่างปีค.ศ. 80-90 ซึ่งเริ่มมีการเบียดเบียนศาสนาแล้ว ท่านจึงนำคำสอนของพระเยซูเจ้ามาบันทึกไว้เพื่อเตือนใจคริสตชนว่า หากท่านละทิ้งความเชื่อ จริงอยู่ท่านอาจรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ก็เจริญชีวิตก็เพื่อรอวันตายและเป็นความตายชั่วนิรันดร  ตรงกันข้ามหากท่านรักษาความเชื่อไว้ ก็อาจตาย แต่ก็ตายเพื่อจะได้มีชีวิตนิรันดรแม้ว่าทุกวันนี้โอกาสตายเพื่อยืนยันความเชื่อจะเหลือน้อยเต็มที แต่หากเรามัวสลวนอยู่กับการแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตหรือดำเนินชีวิตที่ง่ายๆสะดวกสบาย หรือตัดสินใจตามมาตรฐานและแรงจูงใจแบบชาวโลก  เรากำลังทำให้ชีวิตของเราด้อยค่า หย่อนยาน เห็นแก่ตัว และยึดติดอยู่กับสิ่งของของโลกและหากเราดำเนินชีวิตดังเช่นที่กล่าวมา เราไม่ใช่ มนุษย์อีกต่อไป เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาตามฉายาของพระเจ้า
                2.    “ผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร ในอดีตที่ผ่านมา เราได้พบเห็นผู้คนมากมายที่ยอมเสี่ยงหรือยอมสูญเสียทุกสิ่งเพื่อพระเยซูเจ้า ต่างได้รับการจารึกชื่อไว้อย่างยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์หากไม่มีใครยอมสละความมั่นคงปลอดภัยส่วนตน หรือไม่ยอมเสี่ยงเพื่อค้นคว้ายารักษาโรคร้าย หรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ  ชีวิตของเราคงยากลำบากหรืออาจจบสิ้นไปแล้วก็เป็นได้หรือหากแม่กลัวเจ็บไม่ยอมเสี่ยงคลอดบุตร เราจะเกิดมาได้อย่างไรกัน ?ทุกคนที่พร้อมเดิมพันชีวิตของตนเพื่อพระเจ้าเท่านั้นแหละ ที่จะพบชีวิตนิรันดร!
                3.    “มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่ได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตหากเรามีตำแหน่งสูง มีอำนาจวาสนาและบารมีล้นเหลือ ผู้คนนับหน้าถือตา ไปไหน ๆ ก็มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วอยู่มาวันหนึ่งเราเกิดค้นพบว่าชีวิตของตนไร้ค่า มีทางใดหรือที่เราจะได้ชีวิตกลับคืนมา?ทุกครั้งที่เราตัดสินใจกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรากำลังทำให้ตัวของเรามีรูปแบบบุคลิกลักษณะเฉพาะและกลายเป็นนิสัยติดตัวตลอดไป จนกลายเป็นว่าเราสามารถทำสิ่งหนึ่งได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่สามารถทำสิ่งอื่นได้อีกเลย  ตัวอย่างเช่น หากเราเป็นคนเห็นแก่ตัวมาทั้งชีวิต ไม่เคยฟังหรือคิดถึงผู้อื่นเลย  ย่อมคาดหวังไม่ได้เลยว่าในบั้นปลายของชีวิตเราจะกลับกลายเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เราไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปได้เลยนอกจากตัวของเราเอง  หากเราลดตัวลงไปยึดติดกับสิ่งที่เป็นของโลกมันจะน่าเศร้าและขมขื่นสักเพียงใด?และกฎเกณฑ์ในการตัดสินคือ ผู้ที่เห็นแก่ตัว ผู้ที่แสวงหาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ผู้ที่ชอบยศถาบรรดาศักดิ์และความสะดวกสบายที่โลกหยิบยื่นให้ อาจถือว่าประสบความสำเร็จในสายตาของชาวโลก แต่สอบตกในสายตาของชาวสวรรค์ส่วนผู้ที่อุทิศตนด้วยความเสียสละเพื่อผู้อื่น อาจเป็นคนโง่เง่าในสายตาของชาวโลก แต่เป็นที่ชื่นชอบของชาวสวรรค์และสมกับรางวัลที่พระเจ้าจะประทานให้ !
คพ. พงษ์เกษม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น