วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวนัอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2016

พี่น้องที่รัก
            หลายวันที่ผ่านมา อุณหภูมิในเมืองกรุงของเราลดลงต่ำจนหนาวเย็นกันไปทั่ว ไม่นึกเหมือนกันนะครับว่าปีนี้จะมีโอกาสได้สัมผัสอากาศหนาวกันอีกแล้ว แต่ก็มีเซอร์ไพรส์จนได้ หนาวคราวนี้เย็นจับใจกันไปทั่วนะครับ ขอบคุณพระเจ้าที่เปิดแอร์ให้บ้านเรามีอากาศเย็นสบายกันไปพักใหญ่ ว่ากันว่าหนาวนี้เป็นหนาวที่ไม่เคยหนาวกันอย่างนี้มานานมากแล้ว ก็คงจะจริงเพราะระยะหลังนี้เราพูดกันแต่เรื่องโลกร้อน และ ภาวะโลกร้อนก็เป็นภัยคุกคามโลกจนถึงขนาดประเทศต่าง ๆ ต้องจับมือกันหาทางแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน เรื่องอย่างนี้ต้องช่วย ๆ กันไม่อย่างนั้นคงทำสำเร็จได้ยาก
            ภูมิอากาศในแต่ละท้องที่แตกต่างกัน ภาษาที่สื่อออกถึงความสุขกายสบายใจของมนุษย์ก็แตกต่างกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ภาษาไทยที่สื่อออกถึง ความสุขกายสบายใจ จะใช้คำว่า ร่ม เย็น เป็น สุขคำ คำนี้ เป็นคำที่สื่อให้เห็นว่า ถ้ามีอากาศเย็นสบาย เราก็จะมีความสุขทั้งกายและใจไปด้วย เนื่องด้วยบ้านเรานั้นมีอากาศร้อนเป็นปกติวิสัย ไปไหนมาไหนเหงื่อก็ออกจนชุ่มฉ่ำ เพื่อคลายร้อนให้กับร่างกาย บางครั้งเหงื่อออกมากเสียจนเฉอะแฉะเหนียวตัว จนถึงขั้นอยากจะอาบน้ำชำระล้างตัวให้สะอาดก็มี ดังนั้นถ้าวันไหนมีอากาศที่เย็นสบาย เหงื่อก็ไม่ออก ก็จะทำให้เรารู้สึกสบายตัวไม่เหนียวตัว  แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเป็นปกติ เขาก็จะรู้สึกว่า ความสบายของเขาไม่ใช่ความเย็น แต่เป็นความอบอุ่นต่างหาก หรือถ้าเป็นไปได้ มีแหล่งที่มาของความร้อนที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นสบายก็น่าจะดีกว่า ที่จะทนอยู่กับความหนาวเหน็บ ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนคุ้นเคยกับอากาศที่หนาวเย็นอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าวันไหนท้องฟ้าโปร่ง ดวงอาทิตย์ส่องแสง สดใส อากาศอบอุ่น เขาก็มีคำพูดที่แสดงออกถึงวันอากาศดี อบอุ่นสบายว่า “Il fait beau.” แปลว่า วันนี้สวยงามหมายถึงอากาศไม่ขมุกขมัว อบอุ่น สบายกาย สบายใจ
            ประเด็นอยู่ที่ว่า หลายครั้งในบทสวดภาวนาของเรา มีภาษาที่เมื่อแปลมาเป็นภาษาไทยแล้วให้ความหมายที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดของเราอย่างที่ควรจะเป็น อาทิ ในบทอัญเชิญพระจิต มีข้อความตอนหนึ่งที่บอกว่า เชิญเสด็จมาข้าแต่พระจิตเจ้า เชิญเสด็จมาสถิตในดวงใจสัตบุรุษ และทรงบันดาลให้ลุกร้อนด้วยความรักของพระองค์....มีคนต่างศาสนาเคยตั้งคำถามกับพ่อว่า ทำไมถึงใช้คำว่า ลุกร้อนแทนที่จะใช้คำว่า ร่มเย็นเพราะเขามีความรู้สึกว่า คำว่า "ลุกร้อน" ไม่น่าจะสื่อได้ถึงความสงบ สันติสุข ในการถือศาสนาตามความคิดของเขา แต่ในภาษาไทยคำว่า "ร่มเย็น" น่าจะสื่อถึงสภาวะเช่นนั้นได้ดีกว่า ก็เป็นข้อคิดที่น่าฟังครับ และพ่อเองก็เกิดความคิดในทำนองนี้เช่นกัน อย่างไรก็ดี มีคำอธิบายในมิติอื่น ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจได้เช่นกันว่า พระพรแห่งความรักของพระจิตนั้นจะส่งผลบันดาลให้เกิดความเป็นพลวัตขึ้นในตัวเรา นั่นคือไม่อยู่เฉยนิ่ง แต่เกิดความกระตือรือร้นที่จะออกไปทำภารกิจที่พระจิตเจ้าทรงดลใจเรา ดังนั้นถ้าเรามัวแต่ร่มเย็น อยู่นิ่งเฉย จนเฉื่อยแฉะ พันธกิจต่าง ๆ ที่พระเจ้ามอบให้กับพระศาสนจักรและสมาชิกของพระศาสนจักรทุกคนคงไม่สำเร็จผลลุล่วงไปเป็นแน่แท้  ก็แล้วแต่จะมองมุมไหนนะครับ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเราคงไปเปลี่ยนถ้อยคำเหล่านั้นตามอำเภอใจของเราไม่ได้ ดังนั้นเมื่อสวดภาวนาแล้วเกิดสะดุดใจกับภาษา ก็ขอให้มองในมุมของพลังที่ช่วยเราให้เกิดความกระตือรือร้น ที่จะปฏิบัติหน้าที่คริสตชนจนสุดความสามารถนะครับ
            เพราะอากาศหนาวแท้ ๆ ที่ทำให้คิดเรื่อยเปื่อยไปถึงเรื่องสวดภาวนาจนได้ ดีใจจังไม่ได้หนาวอย่างนี้มานานแล้ว   สวัสดีครับ

พ่อสุพจน์
....................................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ : เซนต์หลุยส์หนาวมว๊ากกก!!!

อากาศดีดี พาให้อารมณ์เราดี

ปีนี้ อากาศเย็นเป็นพิเศษ
บางคนบอกว่า หนาวสุดในรอบ 50 ปี
บางคนบอกว่า หนาวสุดในรอบ 30 ปี
บางคนบอกว่า หนาวสุดในรอบหลายหลายปี

ผมไม่รู้ว่า หนาวที่สุดในรอบกี่ปี
รู้แต่ว่า ตั้งแต่เกิดมา ปีนี้หนาวที่สุด

อากาศหนาวได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนไทยปีนี้
เสื้อผ้าหลากสี หลายรูปแบบ เพราะว่านานนานมาที ไม่ได้มาบ่อย

วันนี้ คำพระบอก ประกาศกย่อมมิได้รับเกียรติในบ้านเกิดเมืองนอนของตน
วันนี้ พระโดนท้าทาย โดนตั้งคำถาม ลูกโยเซฟไม่ใช่หรือ?
วันนี้ พระโดนขับ ขับไล่ออกจากเมือง เพียงเพราะทำดีขัดหูขัดตา

วันนี้จึงเรียนรู้ โดนติตำหนิเป็นเรื่องธรรมดา
ทำดีโดนด่า ใครก็โดน พระเองก็ไม่พ้น เกือบถูกปลงพระชนม์
แต่ด้วยความดีที่ทำ พระจึงพ้นจากปวงภัย
คนจริงไม่กลัวใคร ดีต่อไป แสดงผลเอง

ทำดีแล้วโดนด่า จึงดีกว่า เอาแต่ด่า ไม่ทำอะไร
ถ้าเจอคนแบบนี้ ต้องทำใจ ไม่ต้องตอบอะไรแบบพระทำ
ทำดีทำต่อไป เพราะชีวิตต้องทำดี
สนใจพวกนี้มาก รังแต่พาชีวิตต่ำ
ทำตามที่พระนำ แล้วพลังจะมาเอง

#คิดว่าดีก็ทำต่อไป!!!

@Shutter Lover

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2016


พี่น้องที่รัก
            วันนี้ขอเก็บเรื่องเล่าที่อ่านพบในข้อคิดแบ่งปันพระวรสาร ของกลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์ ที่จัดทำโดยพี่น้องฆราวาสท่านหนึ่งมาแบ่งปันกับพี่น้องครับ
            เพื่อนสองคนพบกัน ในกระเป๋าเงินของคุณชายคนหนึ่ง เพื่อนคนแรกเป็นธนบัตรฉบับละพันบาท เล่าว่า "ชีวิตของผมตื่นเต้นโลดโผน ผมได้ไปเที่ยวในภัตตาคารหรู ได้เห็นอาหารจานใหญ่ๆ อร่อยและแพงด้วย ได้ไปที่ผับ ไนท์คลับด้วย ได้ฟังดนตรี ได้ร้องเพลงคาราโอเกะวันสุดสัปดาห์ วันอาทิตย์ได้ไปเยี่ยมสนามม้า เห็นม้าวิ่งแข่งกัน แล้วผมก็ถูกเปลี่ยนมือจากเจ้าของเดิมไปสู่เจ้าของใหม่ แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกยื่นไปให้เจ้าของใหม่อีกคน ชีวิตผมดูจะเป็นชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง วิ่งเปลี่ยนมือไปโดยไม่หยุดนิ่ง"
            หลังจากเล่าเรื่องชีวิตของตนอย่างสนุกสนาน ธนบัตรพันบาทก็ถามเพื่อนที่อยู่ในกระเป๋าเดียวกันว่าเป็นอย่างไร?
            เพื่อนที่เป็นเหรียญสิบบาทก็เล่าเรื่องชีวิตของตนเองว่า "ชีวิตของฉันหรือไม่ได้ไปไหนดอก อยู่ใกล้ ๆ แถวนี้เอง เวียนไปเวียนมาระหว่างเด็กซื้อไอศครีม ซื้อหมูปิ้ง ข้าวเหนียว บางครั้งได้เดินทางเหมือนกันแต่บนรถเมล์ แต่ที่รู้แน่ที่สุดคือ ทุกวันอาทิตย์ฉันได้ไปมิสซาวันอาทิตย์ และระหว่างกลางพิธีมิสซานั้น ฉันจะถูกหย่อนลงในถุงอะไรก็ไม่รู้ที่มีคนถือมายื่นให้เจ้าของฉัน ฉันก็ถูกหย่อนลงในนั้น แต่ฉันไม่ได้อยู่ในนั้นคนเดียวมีเหรียญเหมือนฉันอีกเยอะแยะเลย เลิกพิธีมิสซา พวกฉันก็ถูกรวมใส่ถุง และวันจันทร์ก็ถูกนำไปที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ชีวิตฉันไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร แต่ที่ฉันชอบมากที่สุดคือ ฉันไม่เคยพลาดมิสซาวันอาทิตย์ และเธอล่ะ เธอเป็นถึงธนบัตรฉบับละพันบาท เธอได้ไปวัดมิสซาวันอาทิตย์บ้างหรือเปล่า?"
            ถ้าฟังเผิน ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของสตางค์คุยโวกันนั่นเอง ว่าใครมีประสบการณ์อะไรมากกว่าใคร อย่างไรบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ ธนบัตรใบละพัน ไม่มีโอกาสได้เข้าวัดเลย ต่างกันกับเหรียญสิบ ซึ่งมีโอกาสไปวัดทุกวันอาทิตย์ ได้ลงไปในถุงทานอยู่เสมอ ๆ ความจริงตัวธนบัตรและเหรียญเองคงเลือกที่จะไปนั่น ไปนี่โดยลำพังตนเองคงไม่ได้ คนที่พามันไปก็คือเจ้าของธนบัตรและเหรียญเหล่านั้นต่างหาก ข้อคิดก็คือว่า เรื่องนี้บอกกับเราว่า เรามีใจกว้างมากน้อยเพียงใดสำหรับพระเจ้า
            เราสามารถพูดแบบชาวนา ชาวสวนคนนี้ได้ไหม เมื่อเขาถูกเพื่อนถามว่า "ทำไมใจกว้างอย่างนี้ มอบของช่วยวัดมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ร่ำรวยเท่าไรเลย" ชาวนา ชาวสวนคนนี้ตอบว่า "ขณะที่ผมใช้จอบเสียม ตักใส่บุ้งกี๋ของพระนั้น พระเจ้าก็ตักใส่ของผมด้วย แต่จอบเสียมของพระองค์ใหญ่กว่าของผม ผมจึงมีมากขึ้นอย่างพอเพียง ไม่อดอยากเลย"
            พระคัมภีร์กล่าวว่า "ท่านใช้ทะนานใดตวงให้กับเพื่อนบ้าน พระองค์ก็จะใช้ทะนานนั้นตวงให้ท่านด้วย" (ลก.6:38) ถ้าจะประยุกต์ข้อความพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า "ท่านใช้ทะนานใดตวงให้กับพระเจ้า พระองค์ก็จะใช้ทะนานนั้นตวงให้ท่านด้วย" ได้เหมือนกัน
            จงใจกว้างกับทุกคนเถิด  จงให้แล้วพระเจ้าจะประทานแก่ท่าน ท่านจะได้รับเต็มสัดเต็มทะนานอัดแน่นจนล้น

พ่อสุพจน์

 ...................................................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ : การกลับมาของเจได

ลุคยังไม่เก่ง ลุคอยากจะเก่ง
ลุคอยากสัมผัสพลัง ลุคอยากมีพลัง
ลุคอยากช่วยเพื่อน ลุคอยากจะเป็นเจได

ลุคลงทุนไปไกล ไปที่เดโกบาร์
ที่เดโกบาร์มีโยดา ปรมาจารย์เจได

ลุคพบโยดา แม้จะไม่รู้ในตอนแรก
ว่าโยดาที่พบ คือ โยดา
แต่ที่สุด เมื่อรู้จึงฝากตัวเป็นศิษย์

ลุคอยากเป็นเจได
ลุคตั้งใจว่าจะพยายาม

เมื่อเกือบจะสำเร็จ ลุคต้องตัดสินใจ
เพื่อนลุคกำลังลำบาก วิชาก็กำลังจะสำเร็จ
ลุคต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
จะช่วยเพื่อน หรือ จะเลือกวิชา

ลุคตัดสินใจลำบาก ลุคจึงปรึกษาโยดา
โยดาบอก เมื่อสำเร็จเป็นเจได จะเป็นประโยชน์กว่า

ลุคได้แต่บอก ผมจะพยายาม
โยดาจึงตอบ
DO, OR DO NOT. THERE IS NO TRY.
ทำ หรือไม่ทำ, ไม่มีคำว่า พยายาม

#STARWARS
#RETURNOFTHEJEDI


@Shutter Lover

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2016

สวัสดีพี่น้องที่รัก
            ทุกวันอาทิตย์เรามาวัดกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นประจำ วัดเซนต์หลุยส์ของเราเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องคาทอลิกจำนวนมากที่เดินทางมาสวดภาวนาและร่วมในพิธีบูชาขอบพระคุณที่วัดแห่งนี้ พี่น้องสวดภาวนาขอพระหลายเรื่องหลายประการ ตามความประสงค์และความจำเป็นของพี่น้องแต่ละคน แน่ละพระเจ้าทรงสดับรับฟังคำภาวนาของพี่น้องเสมอ แต่หลายครั้งพี่น้องหลายคนก็รู้สึกว่าคำขอของพี่น้องดูเหมือนพระเจ้าไม่ประทานให้สักที ได้แต่เฝ้ารอคอยโดยหวังว่าสักวันหนึ่งพระเจ้าจะเป็นผู้ประทานตามคำทูลขอของเรา พ่อเชื่อว่าหลายคนคงขอให้มีเศรษฐกิจที่ดี มีฐานะร่ำรวย มีความมั่นคงในทรัพย์สิน พูดง่ายๆว่า"ขอให้รวย" นั่นแหละ เพราะตอนนี้รู้สึกว่ายัง"จน"อยู่ พ่อไปอ่านบทความในโซเชียลมีเดีย พูดถึงเรื่อง 6 ข้อที่จะทำให้คุณ "จน" ตลอดชีวิต เนื้อหาสาระให้ข้อคิดดีครับ เลยอยากจะนำมาให้พี่น้องเก็บไปคิดบ้าง เผื่อว่าเราไม่ต้องรอว่าเมื่อไหร่พระเจ้าจะประทานความร่ำรวยให้กับเรา แต่เราสามารถเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตที่จะนำพาการไปสู่ความมั่งคั่งได้ โดยไม่ต้องเดือดร้อนให้พระเจ้ามาจัดการให้กับเราทุกเรื่อง
            6 ข้อนี้ที่จะทำให้คุณยิ่งจนลง ถ้ายังคงทำอยู่ในทุก ๆ วันของชีวิต และควรรีบปรับปรุงโดยด่วน
            1. ใช้ชีวิตเกินค่าครองชีพ
            หลายคนใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งจับจ่ายตามใจชอบ ซื้อของที่อยากได้ หรือแม้แต่ยอมเป็นหนี้บัตรเครดิต เพียงเพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นมาประดับชีวิตคุณให้ดูดี และ "ดูมี" เหมือนคนอื่น คนอื่นที่ว่าอาจทำได้ เพราะสถานะทางการเงินของเขาอาจมั่นคงหรือพร้อมกว่า แต่การใช้เงิน เกินค่าครองชีพที่จำเป็น เช่นกาแฟแก้วละ 35-40 บาท กับกาแฟแก้วละ 100-170 บาท ราคากาแฟแก้วละเท่าไหร่? ที่คุณรู้สึกว่าซื้อง่ายจ่ายสบายใจได้ทั้งเดือน นั่นคือราคากาแฟที่เหมาะกับค่าครองชีพที่คุณแบกรับไหว หากรู้สึกว่าหนักใจที่จะจ่ายแต่อยากซื้อ นั่นคือสัญญาณอันตรายทางการเงินที่กำลังใช้เกินตัวอยู่
            2. หนักไม่เอา เบาไม่สู้
            “ความจน" น่ากลัวกว่าที่คุณคิด ถ้าหากคุณลองถามหาเศรษฐีทุกคนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ขยันทำมาหากิน พัฒนาตนเอง และกล้าก้าวข้ามความเหน็ดเหนื่อยจนกระทั่งสร้างตัวจนร่ำรวย พวกเขาเหล่านั้นจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่อยากกลับไปจนอีก" แต่สำหรับหลายคนที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือ เพิ่งเริ่มธุรกิจส่วนตัว แต่ยังไม่สู้งานหนัก ไม่พร้อมกลับบ้านดึก หรือ เดินหนีปัญหาที่อยู่ตรงหน้าที่ควรรับผิดชอบ ก็คงยากที่จะพัฒนาไปสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน เพราะโอกาสทองมาพร้อมหยาดเหงื่อเสมอ
            3. ผลัดวัน ไม่มีวินัย ชิลไปวันๆ
            สโลว์ไลฟ์ คือชีวิตชั้นสูง คนที่มีฐานะทางการเงินพร้อมพรั่งเท่านั้น จึงจะพร้อมสำหรับการนั่งจิบกาแฟเรื่อยๆ ท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ ใช้เงินซื้อความสะดวกสบายเท่าที่สบายใจ แต่กลับมาก่อน คุณยังเป็นหนี้ คุณยังไม่มีการเงินที่มั่นคง คุณยังไม่มีความสะดวกมือในการจับจ่าย เพราะคุณยังไม่มีวินัยทางการเงินที่ดีและรัดกุม ที่สำคัญ คุณยังทำงานและเก็บเงินแบบผลัดวันประกันพรุ่งอีกด้วย การเรียบเรียงชีวิตใหม่ จัดลำดับความสำคัญ 1 2 3 ว่าเป้าหมายที่คุณต้องการในชีวิตคืออะไร จะทำให้คุณวางแผนไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และสร้างวินัยให้กับชีวิตที่ต้องได้เร็วขึ้นเป็นเท่าตัว
            4.ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น
            ไม่มีใครทำงานคนเดียวได้ แม้แต่อาชีพฟรีแลนซ์ก็ยังต้องมีคอนเน็คชั่นเพื่อสร้างงานคุณภาพให้ประสบความสำเร็จ เมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นในทีม สิ่งสำคัญไม่ใช่ผลงานที่ประสบความสำเร็จตามเป้า แต่คือประสิทธิภาพในการประสานงาน ให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดตามที่ตั้งเป้าไว้ หลายคนพลาดโอกาสสำคัญในการก้าวหน้าหรือเลื่อนตำแหน่งงาน เพราะไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานคนอื่นได้ จึงทำให้ผู้บริหารเห็นว่า คุณยังไม่เหมาะสมจะเลื่อนตำแหน่ง หรือ หากคุณทำธุรกิจอยู่ ก็คงจะติดขัดอย่างแน่นอน หากต้องร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์เพื่อขยายธุรกิจ แต่คุณกลับทำตัวเป็นพระเอกอยู่คนเดียว และเที่ยวบอกใคร ๆ ว่าคุณทำงานนี้สำเร็จทั้ง ๆ ที่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของทีมงาน
            5. กลัวการตั้งเป้าหมายในชีวิต
            การพุ่งชนเป้าหมาย อาจเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับบางคน เช่นคนที่ตั้งเป้าว่าจะ "ปลดหนี้" แต่กลัวการเห็นเงินในบัญชีพร่องลงจากการชำระหนี้ตรงตามเวลา หรือไม่มีวินัยในการปลดหนี้ จึงทำให้เลี่ยงการชำระหนี้ จนเป็นเหตุให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หรือบางคนตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเงิน10-20% จากเงินเดือนเป็นประจำ แต่กลับถอดใจเพราะเห็นสินค้าที่ชอบกำลังลดราคากระหน่ำ ทำให้ต้องควักเงินซื้อมาจนได้ และเป้าหมายที่อยากเก็บเงินจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า ความล้มเหลวที่คนเหล่านี้ประสบคือ "ความกลัวเป้าหมายที่ตนอยากจะทำ" หรือไม่กล้ามีเป้าหมายเพราะกลัวจะทำไม่ได้ จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของคุณพังและไม่สามารถหลุดพ้นจากความจนได้เสียที
            6. คิดมากจนก้าวสู่ความขี้ขลาด
            คนคิดมากกับคนรอบคอบนั้นต่างกัน คนคิดมากจะไม่ลำดับข้อมูลที่ควรนำมาไตร่ตรอง แต่จะนำทุกปัญหามารวมกันจนทำให้ไม่เห็นทางออก แต่คนที่คิดรอบคอบจะคิดเป็นเรื่องๆ และลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดควรมาก่อนมาหลัง ทำให้คิดเป็นกระบวนการและได้คำตอบในแต่ละปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนประเภทที่คิดมากเมื่อทำธุรกิจ จะไม่กล้าวางแผนในการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างกำไร เพราะกลัวความล้มเหลว ทำให้เสียโอกาสสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโต หรือคนที่คิดมากเมื่อทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน จะกลัวการแสดงความคิดเห็น หรือไม่กล้าที่จะทำงานยากๆ เพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นเพราะการไตร่ตรองโดยใช้ทุกความคิดมารวมกัน จนกลายเป็นความกังวล หรือ ขยายจนเป็นความขี้ขลาด ที่จะรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น ทั้ง ๆ ที่โอกาสมาอยู่ตรงหน้า
            ลองอ่านดูนะครับ มีข้อคิดที่ดีเยอะทีเดียว

คพ.สุพจน์

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2016

พี่น้องที่รัก
                เรื่องเล็กน้อย ก็ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน
                ถ้ามองไม่เห็นความงามของดอกไม้เล็กๆในแต่ละดอก แล้วจะจัดช่อดอกไม้ใหญ่ให้งดงามได้อย่างไร....
                วัดเซนต์หลุยส์ของเรา มีดอกไม้สวย ๆ ประดับพระแท่นอยู่เสมอ ทุกวันอาทิตย์จะมีพี่น้องหลายท่านชื่นชมกับความงามของดอกไม้ที่ประดับอยู่รอบๆพระแท่น พากันมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอยู่เนืองๆ บ้างก็ถ่ายภาพดอกไม้เก็บไว้ชื่นชม  บ้างก็พากันมายืนกับเพื่อนแล้วให้คนอื่นช่วยถ่ายภาพให้ บ้างก็ยืนเป็นกลุ่มกับเพื่อนแล้วถ่ายเซลฟี่เก็บภาพแห่งความทรงจำไว้
                ความสวยงามของดอกไม้แต่ละชนิดเป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัว เมื่อนำดอกไม้เหล่านั้นมารวมกันเป็นช่อ เป็นแจกัน ยิ่งทำให้เกิดความงามที่ใหญ่โตมโหฬารกว่าเดิม  สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้ไม่ยากนัก เมื่อมองความสวยงามของดอกไม้ในแจกัน ก็อดทึ่งไม่ได้กับความสามารถเฉพาะตัวของคนจัดดอกไม้ เขาต้องมีความสามารถพิเศษมองเห็นความงามและลักษณะเฉพาะตัวของดอกไม้แต่ละดอกอย่างชัดเจน ถึงได้นำมารวมเข้าด้วยกันจนเป็นแจกันดอกไม้ที่งดงามตระการตาได้
                ชีวิตเราแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลา ต่างก็มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นเสมอ แต่บางครั้งเราหลงลืมจะใส่ใจจดจำ ทำให้เราพลาดช่วงเวลาดี ๆ นั้นไปเสมอ มัวแต่ชะเง้อคอรอคอยว่า เมื่อไรหนาเรื่องดีใหญ่ ๆ จะผ่านมา แต่ก็ไม่มีโอกาสได้พานพบ จนทำให้คิดไปเสียว่า ตัวเองอาภัพไม่เคยได้ประสบพบกับความโชคดีกับเขาบ้างเอาเสียเลย เลยจะพาลตัดพ้อต่อว่ากับพระเจ้าเลยเถิดไปว่า พระองค์ไม่เห็นประทานอะไรให้บ้างเลย ความน้อยอกน้อยใจอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าอยากจะเป็นคนโชคดีอย่างที่ปรารถนาบ้าง ก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนทัศนะคติในการมองโลก มองชีวิตเสียบ้าง ต้องรู้จักมองให้เห็นสิ่งดี แล้วเราจะพบว่ามีสิ่งดี ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเรามากมาย อาทิวันนี้มีคนยิ้มให้กับเรา วันนี้เราได้มีโอกาสรับความรู้สึกที่ดีจากการพูดคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้พบปะกันมานาน วันนี้เราได้หายใจอย่างคล่องปอด หัวสมองแจ่มใส วันนี้มีคนเสียสละลุกจากที่นั่งในรถไฟฟ้าให้พื้นที่ตรงนั้นกับเราลงไปนั่งแทน เป็นต้น
                วันนี้เป็นวันที่วัดของเราจัดให้มีการอวยพรเด็ก ๆ เป็นการให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ แม้เด็กตัวเล็ก ๆ จะดูไม่สำคัญสักเท่าไร แต่ความไร้เดียงสา ความน่ารัก ความอยากรู้อยากเห็น ความกระตือรือร้นในตัวเด็กแต่ละคน ส่อให้เห็นแววของความดีงามที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นในตัวเขาทุกคน แม้เด็กบางคนจะซนบ้าง ส่งเสียงดังบ้าง ขาดความเรียบร้อยไปบ้าง ร้องไห้เอาแต่ใจตัวเองบ้าง เราก็ยังไม่เบื่อหน่ายที่จะเอ็นดู และ ให้ความเมตตากับเด็กๆ เพราะมองเห็นความดีงามเล็กๆที่กำลังค่อย ๆ เจริญงอกงามอยู่ในตัวของเขานั่นเอง
                พระเยซูตรัสว่า "ปล่อยให้เด็ก ๆ เข้ามาหาเราเถิด" เป็นสัญลักษณ์ว่า พระอาจารย์เจ้าของเราทรงเห็นความดีงามเล็กน้อยในตัวเด็ก ๆ เหล่านั้น และให้คุณค่ากับพวกเขาอย่างสูงส่ง "ถ้าพวกท่านไม่เป็นเหมือนเด็ก ๆ เหล่านี้ ท่านจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย" ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ เพราะพระองค์ต้องการให้เราผู้ใหญ่แต่ละคนรักษาความดีงามที่เคยเจริญงอกงามในตัวเราตั้งแต่เป็นเด็กให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มากขึ้น สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด เพราะผู้ใหญ่หลายคนปล่อยให้ความดีงามเหล่านั้นเหี่ยวเฉาไปเสียนานแล้ว
                การได้เห็นหรือพบปะกับผู้ใหญ่สักคนที่มีคุณสมบัติที่ดีพร้อม เป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี เป็นคนมีเหตุผล รู้จักอดทนอดกลั้น มีความซื่อสัตย์ มีความยุติธรรม มีความรับผิดชอบสักคนในแวดวงสังคม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ทำให้อดที่จะเกิดความภาคภูมิใจร่วมไปกับ ทุกคนที่มีส่วนในการแต่งเติมชีวิตงดงามให้กับบุคคลผู้นั้นเสียไม่ได้ คนเหล่านี้ได้แก่ พ่อแม่ ครู อาจารย์ ที่มองเห็นและช่วยกันพัฒนาคุณงามความดีในตัวผู้นั้นให้เติบใหญ่มาจนถึงวันนี้
                วันนี้จึงเป็นวันที่น่ายินดี น่าฉลองกันเป็นพิเศษอีกวันหนึ่งนะครับ เพราะเมื่อเรานำเด็ก ๆ มาให้ได้รับการอำนวยอวยพร เรากำลังมีส่วนช่วยพัฒนาตกแต่งชีวิตของเด็กเหล่านี้ให้งดงามยิ่งขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจครับ และเรากำลังรอคอยที่จะได้เห็นวันที่เขาเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตอย่างสมบูรณ์มีคุณสมบัติพร้อมมูลรอบด้าน ที่จะนำความชื่นชมยินดีและความภาคภูมิใจมาสู่เราทุกคนในภายภาคหน้าครับ วันนี้จึงเป็นวันธรรมดาๆที่ดี น่าจดจำอีกวันหนึ่งครับ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกันนะครับ
คพ.สุพจน์
..................................................................................................................

HAPPY NEW YEAR 2016

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ : ดอเอ๋ย ดอเด็ก

เด็กน้อยขี้สงสัย, สงสัยจึงตั้งคำถาม
เด็กน้อยสงสัย??? ทำไมมีแต่วันเด็ก ทำไมมีแต่คำขวัญวันเด็ก แล้วทำไมไม่มีวันผู้ใหญ่ แล้วทำไมไม่เคยเห็นมีคำขวัญวันผู้ใหญ่ วันเด็กเกิดขึ้นยังไง ใครเป็นคนตั้งขึ้น ทำไมคนตั้งวันเด็ก ไม่ตั้งวันผู้ใหญ่มาด้วยพร้อมพร้อมกัน
เด็กน้อยสงสัย??? เฉพาะพวกเด็กที่ต้องทำตามคำขวัญเหรอ ผู้ใหญ่ไม่มีคำขวัญ เลยไม่ต้องทำเหรอ หรือว่าเลยวัยไปแล้วเลยไม่ต้องทำ
เด็กน้อยสงสัย??? เคยได้ยินว่า พวกเราคืออนาคตของชาติ แล้วคนผู้ใหญ่ คนที่เคยเป็นเด็กแบบเรา ตอนนี้ เป็นอะไรอยู่ พวกเขาเป็นอนาคตของชาติไปหมดแล้วหรือ ตอนนี้ พวกเขาเป็นอะไร เราเคยเห็นแต่ พระสงฆ์ ซิสเตอร์ คุณครู ทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล วิศวกร แต่ไม่เคยเห็นอนาคตของชาติ
เด็กน้อยสงสัย??? อนาคตของชาติ เป็นอย่างไร แต่งชุดฟอร์มแบบไหน ทำงานเกี่ยวกับอะไร พวกเขาทำงานอยู่ที่ไหน  ทำไมไม่เคยเห็น หรือว่าพวกเขาอยู่ในอนาคต เมื่อไหร่อนาคตจะมาถึง เพราะเห็นบางคนบอกว่าชีวิตมีแค่ปัจจุบัน แล้วอนาคตอยู่ไหน
เด็กน้อยสงสัย??? ทำไมพ่อแม่มักบอกให้สวดขอพรจากพระ ว่าขอให้เป็นคนดี เรียนหนังสือเก่งเก่ง สอบได้ที่หนึ่ง ให้เรียนได้สูงสูง มีการมีงานทำดีดีรวยรวย  ทำไมต้องเรียนเก่งเก่ง เราไม่ชอบเรียน เราชอบวาดรูป ชอบร้องเพลง ชอบเต้นไม่ได้เหรอ ทำไมต้องสอบได้ที่หนึ่ง ที่หนึ่งมีได้คนเดียวเอง เรายอมเป็นที่สอง สาม หรือสี่ บ้างไม่ได้เหรอ เพราะทุกคนอยากเป็นที่หนึ่งกันหมดเลย เราเสียสละให้ก็ได้ ทำไมต้องเรียนสูงสูง คนแถวบ้านจบปอสี่เป็นเจ้านายของคนจบปริญญาก็เยอะไป ทำไมต้องรวยด้วยเหรอ แค่พอมีพอกิน ไม่เจ็บไม่จนไม่พอเหรอ ขอแบบนี้จะมีความสุขจริงเหรอ

เด็กน้อยสงสัย, เมื่อสงสัย จึงไปถาม, ถามคนที่เติบใหญ่, ถามคนที่เคยเป็นอนาคตของชาติ, ถามคนที่เป็นเด็กมาก่อน

คนที่เติบใหญ่ คนที่เคยเป็นอนาคตของชาติ คนที่เคยเป็นเด็กมาก่อนจึงตอบว่า...


@Shutter Lover

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม 2016

พี่น้องที่รัก
            โอกาสสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ทำให้เรารำลึกถึงเหตุการณ์ ที่ปราชญ์จากทิศบูรพาแสวงหาพระเจ้า ดั้นด้นเดินทางจากดินแดนไกลโพ้นเพื่อไปพบกษัตริย์ที่มาเกิดใหม่ จะได้มีโอกาสถวายนมัสการและมอบของขวัญที่เขาเตรียมมาให้กับกษัตริย์พระองค์ใหม่ตามความเชื่อของเขา
            พระเจ้าทรงแสดงพระองค์โดยอาศัยเครื่องหมายจากธรรมชาติให้มนุษยชาติได้สังเกต และแสวงหาพระองค์ ในกรณีของ ปราชญ์จากทิศบูรพา หรือ อย่างที่เราเรียกกันตามความคุ้นเคยดั้งเดิมคือ พระยาสามองค์ เขาทั้งสามสังเกตเห็นดาวสุกใสส่องสว่างที่ปรากฏมาเป็นพิเศษ ทำให้เขาเข้าใจได้ว่าน่าจะมีบุคคลพิเศษได้มาบังเกิด และเป็นความหวังของนานาชาติได้ เขาจึงทุ่มเทดั้นด้น ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อแสวงหากษัตริย์องค์ใหม่นั้น ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่มาบังเกิด และในที่สุดเขาก็ได้พบและได้มีโอกาสมอบของขวัญสามสิ่งให้กับพระองค์ นั่นคือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ  จะเห็นได้ว่าการทุ่มเทและความพยายามอย่างจริงจังทำให้เขาประสบความสำเร็จในที่สุด
            แล้วมนุษย์ในสังคมปัจจุบันกำลังแสวงหาอะไรกันแน่ พ่อไปอ่านเรื่องในโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์กันมากเห็นว่าให้ข้อคิดที่ดีจึงอยากนำมาแบ่งปันให้พี่น้องได้อ่านเป็นข้อคิดครับ
            "คนแรก...ขับรถเบนซ์ ราคา 3 ล้าน เขาเป็นหนี้แบงค์ 12 ล้าน ชีวิตของเขา...อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย
            คนที่สอง... ขับโตโยต้า ราคา 7 แสน เขากู้แบงค์มาผ่อนบ้าน ... ราคา 2 ล้าน ชีวิตของเขา ... มักมีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่เสมอ
            คนที่สาม ... ขี่มอเตอร์ไซค์ ราคา 5 หมื่น เขามีเงินฝากแบงค์ 7 แสน ชีวิตแม้จะราบรื่น ... แต่ก็รู้สึกว่างเปล่าไร้สาระ
            เมื่อคนทั้งสามมาเจอกัน
            คนขี่มอเตอร์ไซค์ ... อิจฉาคนขับโตโยต้า
            คนขับโตโยต้า ... อิจฉาคนขับรถเบนซ์
            คนขับเบนซ์ ... อิจฉาคนขี่มอเตอร์ไซค์
            นี่คือ "ความเป็นจริงของสังคม"
            ที่แต่ละคน ... ต่างเป็นทาสของเงินทอง และ โชคชะตา
            แมว ... ชอบกินปลา แต่กลับว่ายน้ำไม่เป็น
            ปลา ... ชอบกินไส้เดือน แต่ก็ไม่สามารถขึ้นบก มาขุดไส้เดือนได้
            สวรรค์ ... เอาเหยื่อมากมายมาล่อเรา แต่ก็ ... ไม่ให้ได้มัน มาโดยง่ายดาย
            เรื่องใหญ่สักเท่าใดของวันนี้ ถึงพรุ่งนี้ ... ก็กลายเป็นเรื่องเล็กจิ๊บจ๊อย
            เรื่องใหญ่สักเท่าใดของปีนี้ ถึงปีหน้า ... ก็กลายเป็นนิทาน
            อย่างมาก ... พวกเราก็เป็นเพียงแค่ คนที่มี “นิทาน” ไว้เล่าให้คนอื่นฟัง
            ชีวิต ... ก็มีเพียงเท่านี้
            ความสุขวัดที่ใจ ไม่ใช่ที่เงิน
            จงทำดี ... ไว้เสมอ
            เมื่อตายไป เราจะปลื้มใจ ในวันจากลา"

            วันเวลาของชีวิตมีน้อย และ มีจำกัดนะครับ อย่ามัวแต่หลงเดินตามความอยากของตัวเอง จนลืมแสวงหาพระเจ้า จะได้ไม่หลงวกวนในเขาวงกตของชีวิต
คพ.สุพจน์
.......................................................................................
ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์: ปีใหม่อึดใจเดียว
**หมายเหตุ**ถ้ามีเวลาผมอยากเชิญชวนให้อ่านทั้งหมด, เพราะมันคือเรื่องเดียวกันแต่ถ้ามีเวลาไม่พอจะอ่าน, หรือเปิดผ่านผ่านอ่านแค่ตัวดำใหญ่ใหญ่ก็เพียงพอ //บทความนี้เป็นการทดลองวิธีการเขียนงานถ้าเสพผ่านผ่านเปิดข้ามไปได้เลยครับ

ผมนั่งอยู่ในห้องด้วยความรู้สึกว่า “คริสตมาสปีนี้สั้น” (ที่แรกก็คิดว่าผมคงจะรู้สึกไปเองเพราะปกติคริสตมาสก็เป็นเทศกาลใหญ่ที่ฉลองกันสั้นอยู่แล้ว ในแผนที่ภาพจำของผมเทศกาลคริสตมาสเป็นเหมือนพลุลูกโตโต ที่ส่องประกายแสงอยู่บนฟ้าวูบหนึ่ง ไม่นานแล้วก็ดับลง แต่พอได้ลองมาเปิดปฏิทินไล่เรียงวันกันดีดีก็พบว่า คริสตมาสปีนี้สั้นจริงจริง เพราะนับจากคริสตมาสวันที่25 ธันวาคมปีที่แล้ว จนถึงวันสิ้นปีเป็นระยะเวลา7วัน และจากวันปีใหม่จนถึงวันฉลองพระเยซูเจ้ารับพิธีล้างเป็นระยะเวลาอีก10 วัน รวมแล้วในปีพิธีกรรมปีนี้เรามีเทศกาลคริสตมาสแค่17 วันเอง พอมองปฏิทันกันไปยาวยาวก็พบว่าหลังจากนั้นอีกไม่ถึงเดือนเต็ม, 12 กุมภาพันธ์เราก็รับเถ้าเข้าสู่เทศกาลมหาพรตแล้ว, ผ่านไปได้อีกเดือนเศษยังไม่ทันสิ้นมีนาคม, 27 มีนาคมก็เป็นวันสมโภชปัสกาแล้ว, แถมปีนี้ผ่านครึ่งหนึ่งพอดีพอดีของเดือนพฤษภาคม, 15 พฤษภาคมเราก็สมโภชพระจิตเจ้าจบเทศกาลปัสกาแล้ว, ปีนี้อะไร ๆ ก็มากระจุกกันช่วงต้นปีไปหมด หลังจากนั้นก็เทศกาลธรรมดากันยาวยาวไปจนถึงเดือน 27 พฤศจิกายนนู่น ถึงจะเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้ากันอีกทีปีนึงปีนึงนี่สั้นดีจัง!!!, ผมคิด, 365 วันผ่านไปเพียงอึดใจเดียวในห้วงของความคิด) และก็สังเกตว่า (ทุกทุกปีใหม่ผมเองมักจะหาข้อตั้งใจใหม่ใหม่ให้กับชีวิตเสมอ แต่ก็แอบสังเกตแล้วพบด้วยว่า ข้อตั้งใจเหล่านั้นมักจะกลายเป็น 'ข้อตั้งไว้ มากกว่าจะตั้งใจทำให้เกิดดอกออกผลและก็พบด้วยว่าผู้คนรอบรอบตัวไม่น้อยทีเดียวที่ก็มีหลักคิดและความตั้งใจแบบเดียวกัน ในการจะเริ่มปีใหม่ศักราชใหม่แต่เอาเข้าจริงจริงบางทียังไม่ทันจะพ้นกลางเดือนมกราคม ความตั้งใจใหม่ก็กลายเป็นความตั้งใจเก่าไปแล้ว) ปีใหม่ (จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอะไรเราไปมากกว่าความรู้สึกว่ากำลังจะแก่ขึ้นอีกหนึ่งปี การได้รับโบนัสสำหรับจับจ่ายใช้สอยใหม่หรือวันหยุดยาวยาวที่จะได้พักร่างที่ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดปี) ปีนี้ (ผมจึงไม่ได้ตั้งใจอะไรใหม่เพราะความตั้งใจใหม่ของปีเก่ายังคงค้างคา เลยกะว่าจะทำของเก่าให้ลุไปก่อนแล้วค่อยตั้งอันใหม่ขึ้นไม่รู้เหมือนกันว่าปีนี้ไอ้ความตั้งใจ_ข้อตั้งใจที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วจะทำให้ลุล่วงไปได้เดือนในไหนของปีใหม่นี้เพราะถ้าทำไม่ได้ข้อตั้งใจของผมคงมีอายุ) สั้นกว่าคริสตมาสอีกเพราะ (ถ้ากำหนดเป็นข้อตั้งใจความตั้งใจแล้วไม่ทำความตั้งใจนี้มันคง) มี (อายุ) แค่เพียงหนึ่งวัน’ ”


#ไม่ร้อนนอนแอร์