วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2017

พี่น้องที่รัก
                วันนี้ขอนำเอาบทความภาษาอังกฤษมาฝากให้พี่น้องอ่านกันครับ
                Awsome Conversation between God And a Man.

                Man: God, can I ask you a question?
                God: Sure
                Man: Promise You won't get mad ...
                God: I promise
                Man: Why did you let so much stuff happen to me today?
                God: What do you mean?
                Man: Well, I woke up late.
                God: Yes
                Man: My car took forever to start.
                God: Okay
                Man: At lunch they made my sandwich wrong & I had to wait.
                God: Huummm
                Man: On the way home, my phone went DEAD, just as I picked up a call.
                God: All right
                Man: And on top of it all off, when I got home, I just want to soak my feet in my new foot massager and relax. But it wouldn't work!!! Nothing went right today! Why did You do that?
                God: Let me see, the death angel was at your bed this morning & I had to send one of My Angels to battle him for your life. I let you sleep through that.
                Man: OH
                God: I didn't let your car start because there was a drunk driver on your route that would have hit you if you were on the road.
                Man: (ashamed)
                God: The first person who made your sandwich today was sick & I didn't want you to catch what they have, I knew you couldn't afford to miss work.
                Man: (embarrassed) Okay
                God: Your phone went dead bcuz the person that was calling was going to give false witness about what you said on that call, I didn't even let you talk to them so you would be covered.
                Man: (softly) I see God.
                God: Oh and that foot massager, it had a shortage that was going to throw out all of the power in your house tonight. I didn't think you wanted to be in the dark.
                Man: I'm sorry God.
                God: Don't be sorry, just learn to Trust Me... in All things, the Good & the bad.
                Man: I will trust You.
                God: And don't doubt that My plan for your day is Always Better than your plan.
                Man: I won't God. And let me just tell you God, Thank you for Everything today.
                God: You're welcome child. It was just another day being your God and I Love looking after my children.

พ่อสุพจน์
...........................................................................................................
อาทิตย์ที่ 26 ก.พ.60
            พระยาพิชัยดาบหัก ผู้ไม่ยอมเป็น "ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย" พระยาพิชัย(ดาบหัก) เดิมชื่อ จ้อย  บิดามารดาทำไร่ไถนาอยู่บริเวณบ้านห้วยคา หลังเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์  ท่านมีพี่น้อง 4 คน แต่เสียชีวิตด้วยโรคไข้ทรพิษเสียทีเดียว ๓ คน  นิสัยส่วนตัว นั้นองอาจ กล้าหาญ ชอบการชกมวยเป็นชีวิตจิตใจ บิดาได้นำไปฝากกับพระครูวัดมหาธาตุ (เมืองพิชัย) จนอ่านออกเขียนได้ แต่ในระหว่างนั้น ท่านก็หมั่นฝึกฝนมวยอยู่เสมอจนมีฝีมือ ต่อมาได้เกิดทะเลาะวิวาท กับ ลูกท่านเจ้าเมืองพิชัย ถึงขั้นชกต่อยกัน จนลูกท่านเจ้าเมืองเสียชีวิต  ด้วยความกลัว จึงหนีออกจากวัด และไม่ยอมกลับไปที่บ้านของตน  และเดินทางพเนจรเรื่อยมาจนถึงวัดบ้านเเก่ง จ้อย จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ทองดี และเข้ามาฝึกมวยอยู่กับครูเที่ยง จนคล่องแคล่วทุกท่าทาง แล้วจึงเดินทางมาฝึกมวยที่บ้านท่าเสา  และที่นี่เองทองดีจึงได้ สมญานามว่า นายทองดีฟันขาว เนื่องจากไม่กินหมาก ต่อมานายทองดีมีโอกาสขึ้นไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์   และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ครูมวยแห่งบ้านท่าเสา ฝึกมวย และ เรียนรู้ท่าทางมวยจีนจากการดูงิ้วผสมผสานกันจนมีฝีมือเลอเลิศ ต่อมาในงานฉลองพระแท่นศิลาอาสน์  นายทองดีมีโอกาสได้ขึ้นเปรียบมวยเพื่อลองวิชาเป็นครั้งแรกกับนักมวยที่มีฝีมือเป็นเยี่ยมและชนะมามากที่สุด แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่นายทองดี  นับจากนั้นเป็นต้นมาก็มิมีนักมวยผู้ใดชนะอีกเลย ไปเรียนฟันดาบที่เมืองสวรรคโลก และพักอยู่ที่วัดพระปรางค์ริมแม่น้ำยม ฝึกฝนวิชาดาบกับครูดาบชื่อดังจนเก่งกาจภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากฝึกฝนวิชาดาบจนเชี่ยวชาญ จึงเดินทางจากสุโขทัยไปเมืองตาก แต่ในระหว่างทางเกิดเหตุการณ์ให้ต้องฆ่าเสือด้วยมีดเพียงเล่มเดียว 
            ต่อมานายทองดีได้แสดงฝีมือมวยคาดเชือกเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว จนกิตติศัพท์ได้ยินไปถึงเจ้าเมืองตาก ท่านจึงชักชวนให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิดจนเมื่ออายุครบ 21 ปี เมื่อศึกออกมา เจ้าเมืองตากก็ประทานหญิงสาวให้เป็นภรรยา ความสัมพันธ์นี้เป็นไปด้วยความเคารพเทิดทูลดุจเจ้าเมืองตากเป็นบิดาคนที่สอง  ต่อมานายทองดี ได้ติดตามเจ้าเมืองตากตีฝ่าทหารพม่าออกมาตั้งทัพอยู่ที่วัดพิชัย นอกกรุง หลังจากนั้นไม่กี่เพลาก็เสียกรุงโดยเด็ดขาดแก่พม่าเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2310  ต่อมาทัพเจ้าเมืองตาก ที่มาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองจันทบูรได้ยกทัพจากเมืองจันทบูรโดยทางน้ำเข้าทางปากน้ำสมุทรปราการขึ้นไปตีเมืองธนบุรีและโพธิ์สามต้นที่มั่นสุดท้ายของพม่าจนได้ชัยชำนะ  เจ้าเมืองตากซึ่งต่อมา ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงสร้างพระนครที่เมืองธนบุรี เมื่อปลายปี ๒๓๑๐ รวมเวลากว่า ๗ เดือนหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียกรุง และทรงทำพระราชพิธีราชาภิเษกในพ.ศ.๒๓๑๑ ต่อมาพระยาพิชัยได้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดเข้าร่วมปราบปรามหัวเมืองเหนือในปีพ.ศ.๒๓๑๓  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระยาศรีหราชเดโช ผู้รั้งเมืองพิชัย หรือเรียกอีกนามหนึ่งคือ ออกญาศรีสุริยะราชาไชย ศักดินา ๕๐๐๐  และต่อมาพระยาพิชัยได้เข้าร่วมรบในเหตุพิพาทระหว่างไทยกับพม่าด้วยกัน 9 ครั้ง คือ ครั้งที่1 รบกับพม่าที่บางกุ้ง พ.ศ.๒๓๑๐ ครั้งที่ 2 พม่าตีสวรรคโลก พ.ศ.๒๓๑๓ ครั้งที่3 ทัพไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 1 พ.ศ.๒๓๑๓ ครั้งที่ 4 พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่1 พ.ศ.๒๓๑๕ ครั้งที่ 5 พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2 พ.ศ.๒๕๑๖ และในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ โปสุพลาแม่ทัพใหญ่ของพม่านำทัพลงมาตีเมืองพิชัยเอง แต่ท่านพระยาพิชัยรู้ตัวก่อนจึงนัดกับพระยาสุรสีห์  ยกกองทัพไปดักซุ่มรอพม่าอยู่กลางทาง ในขณะที่กำลังสู้รบกันชุลมุน ท่านพระยาพิชัยเหยียบดินลื่นเสียหลักจะล้ม จึงเอาดาบยันดินไว้เพื่อไม่ให้ล้มจนดาบหัก  แต่กระนั้นก็ยังเข้าไล่ฟันทหารพม่าเป็นสามารถ สร้างความประทับใจแก่ทหารที่ร่วมรบด้วยกัน จนโจษขานร่ำลือกันไปทั่ว และพร้อมใจกันขนานนามท่าน ว่า"พระยาพิชัย (ดาบหัก)"  ชีวิตเราที่เป็นคริสตชน เราได้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้าของเราเช่นไร?


     พ่อพงษ์เกษม

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2017

พี่น้องที่รัก
                เมื่อวันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นวันที่คนทั่วโลกเรียกกันว่า วันวาเลนไทน์ ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าเป็นวันแห่งความรัก มีประเพณีส่งดอกกุหลาบสีแดงซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักถึงกัน เมื่อไปดูที่มาของวันวันนี้ก็พบว่า วาเลนไทน์เป็นชื่อของนักบุญองค์หนึ่ง พ่อเลยขอนำประวัติของนักบุญวาเลนไทน์มาเล่าให้พี่น้องฟังกันสักหน่อย
                วาเลนไทน์เป็นพระสงฆ์คาทอลิก มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 3 อาศัยอยู่ในกรุงโรม ในเวลานั้นกรุงโรมมีจักรพรรดิ์ชื่อ คลอดิอุสที่สอง จักรพรรดิ์องค์นี้เป็นผู้ปกครองที่โหดร้าย ช่วงเวลานั้นโรมต้องเผชิญกับการสงครามหลายด้าน จักรพรรดิ์จำเป็นต้องจัดวางให้มีกองกำลังทหารที่เข้มแข็งมากพอ แต่ประสบปัญหาว่าหาคนมาเป็นทหารได้ยาก คลอดิอุสรู้ว่าชายหนุ่มชาวโรมันเมื่อแต่งงานมีภรรยามีครอบครัวแล้วก็ไม่อยากทิ้งห่างจากครอบครัวมาเป็นทหาร ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ คลอดิอุสจึงออกกฏห้ามจัดการแต่งงาน และ การหมั้นหมาย ในกรุงโรม
                คุณพ่อวาเลนไทน์ รู้สึกว่าข้อห้ามนี้ขาดความยุติธรรม  ท่านจึงปฏิเสธที่จะทำตาม ท่านจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักที่ยังหนุ่มยังสาวแบบเงียบๆอยู่ต่อไป ชายหนุ่มที่แต่งงานแล้วก็ไม่ยอมไปเข้าร่วมในกองทัพ และไม่ต้องออกรบ นอกจากนี้คุณพ่อยังหาทางช่วยเหลือพวกคริสตังที่ถูกเบียดเบียน และชักจูงผู้คนให้มามีความเชื่อในพระเจ้าและมารับศีลล้างบาปเป็นคริสตชน
                ไม่นานนักสิ่งที่คุณพ่อวาเลนไทน์ทำก็ถูกเปิดเผย จักรพรรดิ์คลอดิอุส ออกคำสั่งให้ประหารชีวิตท่าน คุณพ่อถูกจับและถูกนำพาไปยังศาล ศาลสั่งให้เฆี่ยนตีท่านจนถึงแก่ชีวิต และตัดศีรษะท่าน คำสั่งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี ค..270
                "ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าจะทรงฟังคำภาวนาของเรา พระเจ้าจะประทานในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ขอให้เราเชื่อในพระองค์" จูเลียมีความมั่นใจในคำสอนของคุณพ่อวาเลนไทน์ เธอจึงเริ่มสวดภาวนาขอพระเจ้าโปรดประทานพรให้เธอสามารถมองเห็นได้
ในระหว่างอาทิตย์สุดท้ายของชีวิตของคุณพ่อวาเลนไทน์ มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น  ผู้คุมคุกเห็นว่าคุณพ่อวาเลนไทน์เป็นผู้มีความรู้ เลยขอให้คุณพ่อวาเลนไทน์ช่วยอบรมสั่งสอนลูกสาวของเขา ซึ่งมีชื่อว่าจูเลีย เด็กหญิงคนนี้ตาบอดมาแต่กำเนิด เธอเป็นคนสวยและมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด คุณพ่อวาเลนไทน์นำประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิ์โรมมาอ่านให้เธอฟัง ท่านสอนวิชาความรู้ต่างๆให้กับเธอ และยังสอนให้เธอรู้จักพระเจ้าอีกด้วย จูเลียรู้จักโลกผ่านทางดวงตาของคุณพ่อ และไว้วางใจในปรีชาญาณที่คุณพ่อมี และเธอพบความบรรเทาใจในบุคลิกภาพสุขุมนุ่มลึกที่เปี่ยมด้วยพลังของคุณพ่อ คุณพ่อทำให้เธอเชื่อมั่นว่า
                วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่ด้วยกัน ร่วมใจกันภาวนา ทันใดนั้นเกิดแสงสว่างวาบในที่คุมขัง จูเลียร้องเสียงดังว่า "คุณพ่อวาเลนไทน์คะ ฉันมองเห็นแล้ว ฉันมองเห็นแล้ว!" "ขอบคุณพระเจ้า" คุณพ่อวาเลนไทน์เปล่งเสียงออกมา แล้วท่านก็คุกเข่าลงภาวนา  ในเย็นวันก่อนที่ท่านจะถูกประหาร ท่านเขียนข้อความถึงจูเลีย จูงใจเธอให้ดำเนินชีวิตชิดสนิทกับพระเจ้า ลงชื่อท้ายข้อความว่า "จากวาเลนไทน์ของเธอ"
                วันต่อมาท่านก็ถูกประหารชีวิต เมื่อข่าวการถูกตัดศีรษะของท่านแพร่หลายออกไป เหล่าคู่สมรสที่ท่านเป็นผู้จัดพิธีให้ และบรรดาผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากท่าน ต่างก็ภาวนาวอนขอท่าน หลายคนไปเยี่ยมสถานที่ฝังศพของท่านเพื่อภาวนา และ นำดอกไม้ไปวาง ทีละเล็กทีละน้อย วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงกลายเป็นวันครอบครัว และ คู่รัก
                พระศาสนจักรเห็นว่าท่านเป็นผู้อุทิศตนรับใช้เพื่อนพี่น้องอย่างไม่กลัวภัยอันตราย และความศรัทธาในการวอนขอผ่านทางคุณพ่อวาเลนไทน์แพร่หลายมากขึ้น ในที่สุด คุณพ่อวาเลนไทน์ได้รับการประกาศสถาปนาเป็นนักบุญในปี ค..496 โดยพระสันตะปาปา เจลาซีอุส  หลังจากนั้นเป็นต้นมา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ กลายเป็นวันฉลองที่แพร่หลายไปทั่วโลก นักบุญวาเลนไทน์เป็นองค์อุปถัมภ์ของ คู่หมั้น คู่รัก คนเลี้ยงผึ้ง นักเดินทาง และเยาวชน
พ่อสุพจน์
.....................................................................................................................................

อาทิตย์ที่ 19 ก.พ60
            "ตาต่อตาฟันต่อฟัน" นี่ แต่รู้กันไหม มีที่มาย้อนไป5000-3000ปี ก่อนคริสตกาลโน่น  ในสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี เป็นคิงที่ป๊อปปูล่าที่สุดในยุคนั้นของชาวบาบิโลเนีย ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ เมโสโปเตเมีย (ก็แถวๆอียีปปัจจุบันนี้ล่ะ) คําว่า "ตาต่อตาฟันต่อฟัน" มีที่มาจากประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี โดยยึดหลักการแก้แค้นตอบแทนที่รุนแรงมาก มาดูกันว่าโหดแค่ไหน นี่คือตัวอย่างข้อความที่เขียนไว้ในกฎหมาย
            1. ถ้าบุคคลใดทําลายดวงตาผู้อื่น ดวงตาของบุคคลนั้นต้องถูกทําลายเช่นกัน
            2. บุคคลใดทําให้ลูกสาวผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลูกสาวของตนก็ต้องถูกลงโทษถึงแก่ความตายเช่นกัน
            3.ถ้าบ้านพังลงมาทับเจ้าของบ้านตาย คนสร้างบ้านต้องรับผิดชอบด้วยชีวิต
            แล้วอีกอย่างคือ ประมวลกฎหมายนี้ ไม่มีโทษจําคุก มีแต่โทษตายสถานเดียว  ไปปล้นเค้ามาต้องตาย ไปลักของเค้ามา ต้องตาย ไปกระตุกสร้อยมา ตายอย่างเดียว นอกจากนี้ ไอ้ลูกทรพี ทั้งหลายที่เกิดในสมัยนั้น ทุบตีพ่อแม่ ทําร้ายพ่อแม่ มือข้างไหนทํา ฉับ โทษคือตัดมือแต่ที่ว่า แหม่งๆ คือวิธี พิสูจน์ความผิดฐานมีชู้ ให้เอาเมียไปโยนลงนํ้า ถ้าลอยถือว่าบริสุทธิ์ ถ้าจมถือว่ามีความผิด สมัยนั้น ตายสถานเดียว คือ จม เป็นไงสมกับ คําว่าตาต่อตาฟันต่อฟันมะ เห็นอย่างงี้แล้วนึกถึง โทษ ของ กฎหมายไทย รู้สึกว่าบางอย่าง โทษจะเบาไปยังไงไม่รู้
            ใน สมัยสุดท้ายคนส่วนใหญ่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจกัน หลายคนโหดร้าย ชอบความรุนแรง และไม่รักเพื่อนบ้าน (2ทธ.3:1-3) ตอนที่พายุเฮอร์ริเคนแซนดีพัดถล่มนครนิวยอร์กในเดือนตุลาคม 2012 ในตอนนั้น หลายคนไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีเครื่องทำความร้อนและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ที่แย่ไปกว่านั้นมีการขโมยของของผู้ประสบภัยที่ทนทุกข์อยู่แล้ว แต่ผู้ที่เป็นพยานของพระ แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พวกเขาแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านจริงๆ โดยจัดให้มีการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องและคนอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีวิธีอื่นอีกไหมที่จะแสดงว่าเรารักเพื่อนบ้านรักศัตรูของคุณ พระเจ้าสอนพวกเรามาตลอด ว่าให้รักศัตรู ในสมัยพระเยซู บางคนสอนว่าให้เกลียดศัตรู แต่พระเยซูแนะนำว่า จงรักศัตรูของเจ้าต่อ ๆ ไปและอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงเจ้าต่อๆ ไป(มธ.5:43-45) เปาโลก็แนะนำคล้าย ๆ กันว่า ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขากิน ถ้าเขากระหาย จงให้อะไรเขาดื่ม(โรม12:20; สุภา.25:21)ในสมัยชาติอิสราเอล พระยาเวห์ทรงประทานกฎหมายแก่พวกเขา ว่าให้ช่วยเหลือศัตรูและช่วยแม้แต่สัตว์ของศัตรูด้วย (ฉธบ.22:1-4) เมื่อทำตามคำแนะนำนี้ บางคนที่เคยเกลียดกันอาจกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นอกจากนั้น การแสดงความรักต่อศัตรูอาจทำให้เขาประทับใจและเข้ามารับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้แต่เพียงองค์เดียว จงพยายามมีสันติสุขกับคนทั้งปวง(ฮีบรู12:14) เราคงมีสันติสุขกับคนทั้งปวงไม่ได้ถ้าเรายังมีปัญหากับพี่น้องของเราอยู่ พระเยซูบอกว่า ฉะนั้น ถ้าเจ้านำของถวายมายังแท่นบูชาและนึกขึ้นได้ว่าพี่น้องของเจ้ามีเรื่องขุ่นเคืองเจ้า จงวางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาและไปคืนดีกับพี่น้องก่อน แล้วค่อยกลับมาถวายของของเจ้า(มธ. 5:23, 24) ถ้าเรารักพี่น้องของเราจริง เมื่อเรามีปัญหากับเขาเราควรพยายามปรับความเข้าใจกับเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเราทำอย่างนั้น เรามั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงพอพระทัยเราอย่างแน่นอน

     พ่อพงษ์เกษม

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2017

พี่น้องที่รัก

            เคยมีคนถามคุรุเทพรพินทรนาถ ฐากุร นักปรัชญาของอินเดีย 3 คำถามว่า

            ข้อที่ 1 ในโลกนี้สิ่งใดที่ง่ายที่สุด?

            ข้อที่ 2 ในโลกนี้สิ่งใดที่ยากที่สุด?

            ข้อที่ 3 ในโลกนี้สิ่งใดยิ่งใหญ่ที่สุด?

            คุรุเทพรพินทรนาถ ฐากุรตอบเขาว่า

            ตำหนิคนอื่นง่ายที่สุด

            รู้จักตัวเองยากที่สุด

            ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด

            เรื่องข้างต้นนี้ยืนยันอีกครั้งว่า ความรักเป็นสิ่งที่มีค่ามาก คำสอนของพระเยซูเรื่องความรัก จึงเป็นคำสอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเราไม่สามารถประเมินค่าความรักออกมาเป็นตัวเงินได้เลย เพราะมันจะมีตัวเลขที่ประมาณค่าไม่ได้ การที่มนุษย์มอบความรักให้กับกันและกัน จึงเป็นการมอบคุณค่าที่มีราคามหาศาลให้กับผู้อื่น เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วให้เรามามอบความรักให้กับกันและกันเถิด เพราะความรักนั้นไม่ต้องซื้อหา แถมยังให้ความรักกันได้ไม่รู้จักหมด เพราะความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งให้ยิ่งมี ยิ่งให้ยิ่งได้รับกลับคืน

พ่อสุพจน์
.........................................................................................................


อาทิตย์ที่ 12 ก.พ60
            พระเยซูทรงปรับปรุงให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ แต่ไม่ได้ทรงลบล้างนั้น หมายความว่าอะไร?
อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีด ๆ หนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าพระเยซูไม่ได้ทรง "ลบล้าง" ธรรมบัญญัติแล้ว มันก็ยังคงเป็นพันธะผูกพันอยู่ ถ้าเช่นนั้น เรื่องอื่นๆ ที่ประกอบดังเช่น การยึดถือวันสะบาโตต้องยังคงปฏิบัติอยู่ บางทีพร้อมกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมายในธรรมบัญญัติของโมเสส สมมติฐานนี้เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดคำสอนและเจตนาของพระธรรมตอนนี้ ตรงนี้พระคริสต์ไม่ได้ทรงแนะนำให้การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสสให้มีผลคงอยู่ตลอดไป มุมมองดังกล่าวจะขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เราเรียนจากความสมดุลในพันธสัญญาใหม่ (โรม 10:4)  เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม (กาลาเทีย3:23-25)ก่อนที่ความเชื่อมานั้น เราถูกธรรมบัญญัติกักตัวไว้ ถูกกั้นเขตไว้จนความเชื่อจะปรากฏ เพราะฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงควบคุมเราไว้จนพระคริสต์เสด็จมา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ แต่บัดนี้ความเชื่อนั้นได้มาแล้ว เราจึงมิได้อยู่ใต้บังคับของผู้ควบคุมอีกต่อไปแล้ว(เอเฟซัส2:15) คือการเป็นปฏิปักษ์กันโดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละจึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข
            ความสำคัญพิเศษในการศึกษาเรื่องนี้คือ เพื่อชี้แจงให้เข้าใจคำว่า "ลบล้าง" มันแปลจากคำภาษากรีกkataluoหมายความตามตัวอักษร "ปล่อยวางลง" เราพบคำนี้สิบเจ็ดครั้งในพันธสัญญาใหม่ ตัวอย่างคำนี้ถูกใช้ตอนที่ชาวโรมันทำลายล้างพระวิหารของชาวยิว (มัทธิว26:61) ว่า คนนี้ได้ว่าเขาสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้า และจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน (มัทธิว27:40) ว่า เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอด ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้าจงลงมาจากกางเขนเถิด (กิจการ 6:14)เพราะเราได้ยินเขาว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธจะทำลายสถานที่นี้ และจะเปลี่ยนธรรมเนียมซึ่งโมเสสให้ไว้แก่เราคำนี้ใช้เมื่อเวลาทำให้ร่างกายมนุษย์ยุบสลายไปเมื่อตายแล้ว(2โครินธ์5:1)เพราะเรารู้ว่า ถ้าเรือนดินคือกายของเรานี้จะพังทำลายเสีย เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานให้ที่มิได้สร้างด้วยมือมนุษย์ และตั้งอยู่เป็นนิตย์ในสวรรค์พระเยซูไม่ได้เสด็จมาในโลกนี้เพื่อพระประสงค์จะกระทำการเป็นปฏิปักษ์กับธรรมบัญญัติ พระประสงค์ของพระองค์ไม่ใช่เพื่อปกป้องการทำให้สมบูรณ์ แต่พระองค์ทรงยกย่องนับถือ ผู้มีใจรัก เชื่อฟัง และเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ ทรงกระทำให้คำพยากรณ์ตามธรรมบัญญัติที่เกี่ยวกับพระองค์เองสำเร็จสมบูรณ์ พระเยซูทรงทำให้พิธีการถวายเครื่องบูชาสำเร็จครบถ้วน ทรงทำให้ธรรมบัญญัติด้านอื่นสมบูรณ์ไปด้วย ความตายของพระเยซูแทนความหมายการทำพิธีถวายบูชา นั่นก็ยังหมายถึงด้านอื่น ๆ ของธรรมบัญญัติด้วยชีวิตแห่งการเป็นพยานความจริง

     พ่อพงษ์เกษม

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2017

พี่น้องที่รัก
            วันนี้ขอนำเรื่องเล่าน่าอ่าน มาฝากพี่น้องอีกสักเรื่องนะครับ เรื่องนี้มีชื่อว่า "คุณค่า" เรื่องมีอยู่ว่า.....
            ชายหนุ่มคนหนึ่งรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยและแทบไม่มีค่าอะไร เขาได้รับเสียงวิจารณ์และคำตำหนิในทุกสิ่งที่เขากระทำ ไม่ว่าเขาจะทำกิจการต่างๆ ด้วยคามตั้งใจดีเพียงใด ก็ยังคงมีจุดอ่อนให้ถูกตำหนิจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
            วันหนึ่งเขาทราบว่ามีอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์มาที่หมู่บ้านของเขา เขารีบเดินทางไปยังที่พักของอาจารย์ เพื่อขอคำแนะนำจากท่านว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ชีวิตของเขามีคุณค่า อาจารย์นั่งฟังเขาด้วยความตั้งใจ และมองดูเขาด้วยสายตาแห่งความเมตตาพลางกล่าวกับเขาว่า
            "ก่อนที่อาจารย์จะช่วยเจ้า อาจารย์อยากวานให้เจ้าทำอะไรบางอย่างให้อาจารย์"
            พลางถอดแหวนวงหนึ่งออกจากนิ้วนางข้างขวาของอาจารย์มอบให้กับชายหนุ่มนำแหวนวงนี้ไปขายให้ได้ราคาหนึ่งเหรียญทองคำ แล้วกลับมาหาอาจารย์ อาจารย์จะบอกถึงเคล็ดลับของชีวิตที่มีคุณค่าให้เขา ชายหนุ่มรับแหวนจากอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปในเมืองทันที เมื่อพบชาวเมืองเขาเสนอขายแหวนของอาจารย์ทันที ชาวเมืองส่วนใหญ่ที่เห็นแหวนต่างก็บอกว่าแหวนวงนี้ไม่มีค่าอะไร น่าจะเป็นของปลอม บางคนบอกว่าในสายตาของเขา ราคามันต่ำมาก แค่ 100 เบี้ยน่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม บางคนบอกว่าราคาแค่หนึ่งเหรียญทองแดงก็มากเกินไปแล้ว มีเพียงชายชราท่าทางใจดีคนหนึ่ง เสนอราคาแหวนให้เขาถึงหนึ่งเหรียญเงิน เขาพยายามขายแหวนของอาจารย์จนถึงเวลาเย็น แต่ก็ไม่ได้ตามราคาที่อาจารย์ต้องการ เขาจึงเดินทางกลับไปหาอาจารย์ด้วยความผิดหวัง เขาขอโทษอาจารย์ที่เขาทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ไม่สำเร็จ หรือว่าคุณค่าของแหวนวงนั้นมันมีราคาไม่ถึงหนึ่งเหรียญทองคำ อาจารย์ยิ้มและกล่าวกับเขาว่า
            "จะมีใครที่รู้คุณค่าที่แท้จริงของแหวนวงนี้ดีเท่ากับช่างเพชร เจ้าจงไปหาช่างเพชรของหมู่บ้านนี้ และให้เขาลองประเมินราคาแหวนวงนี้ดู แล้วกลับมาบอกอาจารย์"
            ชายหนุ่มรีบไปหาช่างเพชรประจำหมู่บ้าน ช่างเพชรเมื่อเห็นแหวนวงนั้น สายตาของเขาเป็นประกายด้วยความชื่นชม
            “แม้ตัวแหวนจะทำจากวัสดุไม่มีค่าอะไร แต่เพชรเม็ดที่อยู่บนแหวนมีค่าอย่างน้อยถึง 60 เหรียญทองคำ แหวนวงนี้มีค่ามากๆ พ่อหนุ่ม"
            เมื่อเขานำแหวนกลับมาคืนอาจารย์ และเล่าเรื่องที่ช่างเพชรประจำหมู่บ้านบอกกับเขา ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ยิ้มให้เขาและกล่าวกับเขาว่า
            “ชีวิตของพ่อหนุ่มเปรียบเหมือนแหวนเพชรวงนี้ ดูภายนอกอาจจะดูไร้ค่า แต่จริงๆแล้ว มันมีคุณค่าสูงยิ่ง มีเพียงผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถตัดสินและมองเห็นถึงคุณค่าของมัน แล้วทำไมพ่อหนุ่มจึงต้องพยายามให้ทุกคนมองเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของพ่อหนุ่มเล่า"
           
            ข้อคิด
            ถ้าทำอะไรแล้ว จงทำให้ดีที่สุด และจงมั่นใจในสิ่งที่คุณทำ ความบกพร่องเล็กๆน้อยๆ และคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้น มันไม่ได้ลดคุณค่าของคุณ ถ้าคุณไม่ลดคุณค่าของตนเอง คุณรู้ไหมว่าคุณเป็นคนมีคุณค่ามากเพียงไหน เพราะพระเยซูเจ้า พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเสด็จมาบังเกิดอย่างยากจน รับทุกข์ทรมาน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ก็เพื่อไถ่บาปของคุณ
            เราจงมองเห็นคุณค่าของตนเอง มองเห็นคุณค่าของกันและกัน ด้วยความคิด วาจา และกิจการ เหมือนดังที่พระเยซูเจ้าทรงเห็นคุณค่าของชีวิตของพวกเราทุกคนเถิด

พ่อสุพจน์
............................................................................

อาทิตย์ที่ 5 ก.พ 60
            ภาพของเกลือและแสงสว่างที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงใช้นี้ มีความหมายและเสริมให้สมบูรณ์ซึ่งกันและกัน ในสมัยโบราณเกลือและแสงสว่างถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมนุษย์ ท่านเป็นเกลือดองแผ่นดินหน้าที่สำคัญของเกลือเป็นเครื่องปรุงให้รสชาติแก่อาหาร ภาพเปรียบเทียบนี้เตือนเราว่า โดยทางศีลล้างบาปนั้น ตัวเราได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง เพราะได้รับการ ปรุงด้วยชีวิตใหม่ที่มาจากพระคริสตเจ้า (เทียบ รม. 6,4) เกลือคือพระหรรษทานแห่งศีลล้างบาป ซึ่งรักษาความเป็นคริสตชนให้มีรสชาติไว้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ฝักใฝ่ทางโลกอย่างมาก พระหรรษทานนี้ทำให้เรามีชีวิตในพระคริสตเจ้าและสามารถตอบรับการเรียกของพระองค์ เพื่อ ถวายร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (เทียบ รม. 12,1) นักบุญเปาโลได้เขียนจดหมายถึงชาวโรม กระตุ้นให้พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าวิธีการดำเนินชีวิตและวิธีการคิดของพวกเขานั้นแตกต่างจากผู้คนในสมัยนั้น อย่าคล้อยตามความประพฤติของโลกนี้ แต่จงวินิจฉัยว่าสิ่งใดเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งใดดีและสิ่งใดเป็นที่พอพระทัยอย่างสมบูรณ์” (รม. 12,2) นานมาแล้วที่เกลือเป็นสิ่งที่ใช้ถนอมอาหาร ในฐานะที่เราเป็นเกลือดองแผ่นดิน เราได้รับเรียกให้รักษาความเชื่อที่เราได้รับมาเพื่อส่งต่อให้คนอื่นในสภาพที่สมบูรณ์ คนรุ่นเดียวกับเราได้รับการท้าทายอย่างจริงจังให้ดำรงรักษามรดกแห่งความเชื่อที่สมบูรณ์ไว้ (เทียบ 2ธส. 2,15; 1ทธ. 1,14)
            จงค้นหารากแห่งการเป็นคริสตชนของเรา  เรียนรู้ประวัติศาสตร์พระศาสนจักร ทำให้ความรู้ของเราเรื่องมรดกฝ่ายจิตที่เราได้รับถ่ายทอดมานั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น จงตามรอยบรรดาประจักษ์พยานชีวิตและครูอาจารย์ที่ได้ล่วงหน้าเราไปก่อนแล้ว โดยอาศัยความซื่อสัตย์ต่อพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าและพันธสัญญาที่พระคริสต์ได้ประทับตราด้วยพระโลหิตของพระองค์บนกางเขนเท่านั้น ที่จะทำให้เราเป็นสานุศิษย์และเป็นพยานแห่งสหัสวรรษใหม่ได้แสวงหาสิ่งสูงสุด ความหมายและความบริบูรณ์ของชีวิต จงอย่าพอใจอยู่แค่สิ่งไร้ค่าที่ด้อยกว่าอุดมการณ์อันสูงส่งนี้ อย่าปล่อยตัวของเราให้จมอยู่ในความสิ้นหวังที่มาจากคนที่สิ้นหวังในชีวิตแล้ว พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่ได้ยินความปรารถนาอันลึกซึ้งและแท้จริงที่สุดของหัวใจ เราทำถูกแล้วที่ไม่หลงระเริงไปกับความสนุกสนานที่ว่างเปล่า ไม่ตามแฟชั่นชั่วครู่ชั่วยาม และเป้าหมายที่ไร้คุณค่า ถ้าเรารักษาความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้ได้ เราจะรู้จักหลีกเลี่ยงความไร้สาระและการเลียนแบบที่ไม่เหมาะสมซึ่งแพร่หลายมากในสังคมของเรา สัญลักษณ์แห่งความสว่างทำให้ความปรารถนาในความจริงและความกระหายที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์ในความรู้ที่ได้ ถูกจารึกไว้ในส่วนลึกที่สุดของมนุษย์ปรากฎในหัวใจที่ซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อพระเจ้า ประดุจเกลือที่รักษาพระวาจาของพระเจ้าไว้ ดองโลกให้มั่นคงในความดีและความสว่างของพระเจ้าตลอดไป

     พ่อพงษ์เกษม