วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2013


พี่น้องที่รัก
            สัปดาห์ที่ผ่านมา วัดของเรามีโอกาสได้ต้อนรับวงดนตรี International Mosel Valley Concert Band จากประเทศเยอรมันนี ที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนเมืองไทย และ ถือโอกาสนี้แสดงดนตรีหลายแห่ง วัดเซนต์หลุยส์ของเราก็ได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่หนึ่งในการบรรเลงเพลงประกอบพิธีมิสซาด้วย นักดนตรีคณะนี้เป็นการรวมตัวของผู้มีความสนใจในทางดนตรีประเภทเครื่องเป่า ประมาณ 40 คน ร่วมฝึกซ้อมบรรเลงเพลงกันมานานพอสมควรแล้ว และมีโอกาสแสดงดนตรีในโอกาสสำคัญๆหลายครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มายังประเทศไทย พวกเขาถือโอกาสนี้มาเยี่ยมเยียนสถานที่สวยงามของประเทศไทย และ มาเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของไทยด้วย พี่น้องหลายท่านที่ได้มาร่วมพิธีมิสซาในรอบเที่ยงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คงได้รับความประทับใจจากความไพเราะของดนตรีที่ช่วยส่งเสริมให้พิธีกรรมเกิดความสง่างาม และ ช่วยยกจิตใจของเราขึ้นหาพระเจ้าได้โดยง่ายอีกด้วย หลายคนมาบอกกับพ่อว่า น่าจะมีบ่อยๆนะ พ่อก็คิดอย่างนั้นถ้ามีโอกาสอีก วัดเซนต์หลุยส์ของเราก็ยินดีครับ ถัดมาอีกสองสามวันคือวันพุธ พ่อได้ไปร่วมพิธีมิสซาในโอกาสครบรอบ 17 ปี ของการก่อตั้งกลุ่ม ธิดาศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ที่มีจิตศรัทธาต่อศีลมหาสนิท และ พระนางมารีย์ มาร่วมกันประกอบกิจศรัทธาเช่นนี้สัปดาห์ละครั้งที่วัดพระจิต ในพิธีมิสซาครั้งนี้ และ คิดว่าทุกๆครั้ง เพลงที่ใช้ร้องประกอบในพิธีกรรมทั้งหมดเป็นเพลงละติน รวมถึงพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีก็ขับร้องบทภาวนาก่อนบทเสกศีลเป็นภาษาละตินอีกด้วย เรียกว่าเป็นมิสซาที่มีกลิ่นอายของพิธีกรรมดั้งเดิมของพระศาสนจักรตั้งแต่ก่อนสมัยสังคายนาวาติกันครั้งที่สองโน่นทีเดียว ผู้มีจิตศรัทธาจากวัดต่างๆมาร่วมพิธีกันคับคั่งเลยครับ พ่อได้ข้อคิดว่า ในพระศาสนจักรคาทอลิกนั้นแม้จะมีความแตกต่างในกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ความเป็นพระศาสนจักรสากลที่ยึดมั่นในความเชื่อเดียวกันนั้นทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ อย่างคำภาษาละตินที่ว่า Utunumsint ซึ่งมีความหมายว่า “เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน” นั่นเอง เหตุการณ์ที่พ่อกล่าวมานี้ ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่งของวัดเซนต์หลุยส์ของเราครับ

คุณพ่อ สุพจน์
......................................................................................................................
เราเชื่ออะไร
ใครสร้างโลก

โลกมิได้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ หรือเป็นผลที่มาจากพลังที่ไร้จุดมุ่งหมายอย่างที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเข้าใจ หากมีพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ผู้ซึ่งอยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ ได้ทรงสร้างโลกและจักรวาลขึ้นมาจากความว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่จึงขึ้นอยู่กับพระองค์ และคงเป็นอยู่แบบนี้ตลอดไป อาจกล่าวได้อีกว่า การสร้างโลก ตลอดจนระบบต่างๆ ตามธรรมชาติ ล้วนเป็นผลงานร่วมกันของพระเจ้าพระตรีเอกภาพ “ทุกสิ่งถูกเนรมิตขึ้นโดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” (คส.1:16)

ภาพสัญลักษณ์การทำงานหกวันต่อสัปดาห์ สามารถโยงไปถึงหลักการสำคัญคือ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาเอง โดยที่พระผู้สร้างมิได้ทรงกำหนด และทุกสิ่งสร้างนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดี และมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งหมด การพักผ่อนจากการทำงานของพระเจ้า ชี้ให้เห็นถึงความเสร็จสมบูรณ์ของสิ่งสร้าง และที่สำคัญที่สุด ไม่มีเหตุผลใดในการสร้างโลกนอกจากความรัก และพระเกียรติมงคลของพระเจ้าจะได้ปรากฏอยู่ในสิ่งสร้าง
พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีภาพลักษณ์ของพระองค์  ให้มนุษย์มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนจากสิ่งสร้างอื่นๆ ที่มีชีวิต ให้มีความเข้าใจ และเจตจำนงที่จะตัดสินใจเลือกทำ หรือไม่เลือกทำอะไร  มนุษย์จึงถือได้ว่าเป็นดังจุดสูงสุดของการสร้าง ที่ควรให้เกียรติพระผู้สร้างในการปฏิบัติต่อสิ่งสร้างอื่นๆ อย่างใส่ใจ และรับผิดชอบ คอยร่วมมือกับพระผู้สร้างในอันที่จะทำให้สิ่งสร้างทั้งหมดไปสู่ความสมบูรณ์
 “พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า คือ มนุษย์ที่มีชีวิต และมากยิ่งกว่านั้น ชีวิตมนุษย์ คือ การได้แลเห็นพระเจ้า”
นักบุญ อิเรเนอุส แห่งลีออง (135-202)

    




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น