วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2017

พี่น้องที่รัก
                ช่วงนี้พ่อเห็นว่าบทความมากมายที่ส่งผ่านกันทางไลน์ มีข้อคิด ข้อไตร่ตรองที่ดีเป็นประโยชน์ เลยคัดที่เหมาะสมมาฝากพี่น้องกันเรื่อยๆครับ อย่างเช่นเรื่องต่อไปนี้
            พลังที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราเป็นสุขใจและทำให้เราเอาชนะตนเองได้ พลังนั้นคือ "พลังแห่งการให้อภัย"
            การที่เราไม่สามารถให้อภัยคนอื่น เป็นรากฐานของความคิดเชิงลบ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความโกรธและโทษคนอื่น ทำให้เกิดความกลัวและแคลงใจ หรือเกิดความอิจฉาริษยา
            ตั้งแต่เล็กจนโต เราถูกปลูกฝังว่า "ความถูกต้อง" เป็นสิ่งสำคัญมากและถูกกำหนดโดยกรอบของ "ความยุติธรรม" ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องหรือความไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะถ้าเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง หรือ ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าตนเองและผู้อื่นไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราจะตอบโต้ด้วยความโกรธ เมื่อเป็นเช่นนี้ความเคารพในตนเองที่บอบบางจะถูกคุกคาม หลายคนที่จมอยู่กับความรู้สึกอย่างนี้อย่างไม่สามารถจะหลุดพ้นจากมันได้ ถ้าเราไม่รู้จักปลดปล่อยความทุกข์ในวัยเด็กให้ผ่านพ้นไป เราจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักให้อภัย และจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความโกรธต่อคนอื่น ทำให้ต้องเผชิญกับความทุกข์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
            สิ่งที่มีพลังที่สุดที่จะปลดปล่อยให้คุณเป็นอิสระคือ การให้อภัย ทุกคนที่เคยทำให้คุณเจ็บปวดในทุกๆเรื่อง เพียงคุณปลดปล่อยคนอื่นออกจากจิตใจโดยการให้อภัยเขา คุณจะปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากความทุกข์ นี่คือเหตุผลที่ศาสนาให้ความสำคัญกับการให้อภัยและสอนว่าการให้อภัยเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่สันติสุขในใจและบนโลกมนุษย์ คุณลองนึกภาพถึงความรู้สึกที่ไม่โกรธใครทั้งสิ้นในโลกนี้ นึกภาพว่าคุณเป็นคนมองโลกในแง่ดีและมีความสุข มีความเชื่อมั่นและเคารพตนเอง นึกภาพว่าเป็นคนอบอุ่นเป็นมิตร และมีแต่ความสงบสุขภายใน ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้สามารถเป็นจริงได้ถ้าคุณรู้จักให้อภัย
            ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณไม่ยอมให้อภัยคนอื่น คุณจะโกรธ เครียด วิตกกังวล ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ และไม่มีความสุข การไม่ยอมให้อภัยทำให้คุณติดอยู่ในบ่วงแห่งความทุกข์ ในขณะที่การให้อภัยทำให้คุณเป็นอิสระ คุณจะเลือกสิ่งใด มันเป็นสิ่งที่คุณต้องเลือกด้วยตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น
            มีบางคนที่ปิดกั้น ตนเองจากการให้อภัยด้วยความเชื่อผิดๆที่ว่า การให้อภัยคือการยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง หรือ คิดว่าการให้อภัยเท่ากับว่าเรายอมรับคนๆนั้นและกำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูก มีคำกล่าวว่า การจำคุกต้องมีทั้งสองฝ่ายเสมอ คือนักโทษและผู้คุมซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็อยู่ในเรือนจำเช่นกัน ถ้าคุณปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอิสระ คุณเองก็จะเป็นอิสระด้วย คุณไม่จำเป็นต้องยอมรับพฤติกรรมหรือต้องชอบคนที่ทำให้คุณเจ็บ เพียงคุณให้อภัยเขาเพื่อที่คุณจะได้ดำเนินชีวิตต่อไป การให้อภัยจึงเป็นการกระทำเพื่อตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อคนอื่นเลย และมันเป็นการกระทำด้วยจิตใจที่สงบสุขและมั่นคง
            เมื่อคุณโกรธคนอื่น คุณจะควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้ทุกครั้งที่นึกถึงเขา คุณปล่อยให้เขาเข้ามาควบคุมจิตใจ และชีวิตของคุณ เขาจะเข้ามาอยู่ในความคิดของคุณตลอดเวลา และเหตุการณ์ที่ทำให้คุณโกรธก็จะปรากฏขึ้นในใจของคุณ
            หนทางแห่งการให้อภัย
            วิธีที่จะให้อภัยนั้นง่ายมาก คุณสามารถทำได้โดยการพูดว่า "ขอให้พระคุ้มครองเขา ฉันยกโทษให้เขาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างและขอให้เขาโชคดี" มันเป็นไปไม่ได้ที่จะยกโทษให้คนอื่นในเวลาเดียวกับที่คุณโกรธเขา เพราะความคิดเชิงบวกจะไปยกเลิกความคิดเชิงลบของคุณ คุณเองจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้เร็วขึ้น โดยการยอมรับผิดชอบในส่วนของคุณต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นโดยตัวของมันเองได้ยากมาก คุณย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นด้วยเสมอ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องดึงส่วนที่คุณรับผิดชอบออกมา โดยพูดว่า "ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่แรก หรือ เกี่ยวข้องกับมันมากเกินไป ฉันไม่ควรทำเช่นนี้ ฉันให้อภัยเขาอย่างแท้จริง และปล่อยให้มันผ่านไป มันอาจจะยากสำหรับคุณในการให้อภัยในครั้งแรก การพูดถ้อยคำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก จึงมีหลายคนที่มีชีวิตเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ถ้าคุณให้อภัยคนอื่นและปล่อยเขาไป คุณจะรู้สึกมีความสุขและสดใสขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อความโกรธและความขุ่นเคืองจางหายไป จิตใจของคุณจะเต็มไปด้วยความคิดในทางที่ดี คุณจะมีพลังมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น เข้มแข็งและมั่นใจมากขึ้น
            ไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนคุณจะคิดอย่างไร ถ้าคุณให้อภัยคนที่ทำให้คุณเจ็บ เพราะเพื่อนคุณอาจจะเบื่อหน่ายที่จะรับฟังคุณรำพึงรำพันถึงความทุกข์นั้นแล้วก็ได้ ในความเป็นจริงเมื่อคุณเริ่มต้นให้อภัยแล้ว คุณจะพบว่าความโกรธเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มาพันธนาการคุณไว้กับคนบางคน และเมื่อคุณตัดสินใจให้อภัยเขา คุณอาจจะไม่รู้สึกอยากพูดถึงเขาอีกต่อไป
            คนที่คุณต้องให้อภัย
            มีคนอยู่ 4 กลุ่มที่คุณต้องให้อภัย ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนชีวิตของคุณอย่างจริงจัง
            กลุ่มแรก คือ พ่อแม่ของคุณ ไม่ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม คุณต้องให้อภัยท่านอย่างหมดสิ้นสำหรับความผิดพลาดในอดีตในการเลี้ยงดูคุณ อย่างน้อยที่สุดคุณควรขอบคุณท่านที่ให้ชีวิตแก่คุณ ท่านทำให้คุณมีวันนี้ ถ้าคุณยังมีความสุขที่จะมีชีวิตอยู่คุณก็ควรให้อภัยท่านได้ทุกเรื่องและจงอย่าตำหนิท่านอีก ถ้าคุณไม่ให้อภัยพ่อแม่ของคุณ คุณจะยังคงเป็นเด็กตลอดไป และจะปิดโอกาสในการเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ คุณยังคงมองตนเองเป็นเหยื่อผู้โชคร้าย และที่แย่ไปกว่านั้นคือคุณจะเก็บความรู้สึกเชิงลบความเป็นปมด้อย และความโกรธไว้ตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพ่อแม่ของคุณเสียชีวิตลง โดยที่คุณยังไม่ได้ให้อภัยท่านสิ่งนี้จะรบกวนคุณไปตลอดชั่วชีวิต
            กลุ่มที่สอง คือ คนใกล้ชิด กลุ่มคนที่ใกล้ชิดของคุณที่มีความสัมพันธ์ต้องสิ้นสุดลง การแต่งงาน และความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นความรู้สึกที่รุนแรง ซึ่งอาจทำลายความเคารพตนเองได้มากจนกระทั่งคุณอาจโกรธและไม่ให้อภัยคนเหล่านั้นเป็นเวลาหลายปี แต่อย่างน้อยคุณอาจรับผิดชอบได้ส่วนหนึ่ง โดยการให้อภัยคนอื่นและปล่อยเขาไป จงพูดว่า "ฉันผิดเอง ฉันยกโทษให้เขาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และขอให้เขาโชคดี" ทุกครั้งที่พูดเช่นนี้อีก ความรู้สึกเชิงลบที่ติดอยู่กับความทรงจำก็จะเลือนหายไป และในไม่ช้ามันจะหมดไปอย่างถาวร
            คนกลุ่มที่สาม ใครก็ได้ในชีวิตที่ทำให้คุณเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อน คนที่โกง หรือ ทรยศต่อคุณ รวมทั้งทุกคนที่นำความทุกข์มาให้คุณ จงซักผ้าที่เปื้อนสีของคุณให้ขาว จงปล่อยเขาไป โดยพูดว่า "ฉันให้อภัยเขา สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และขอให้เขาโชคดี" พูดประโยคนี้ซ้ำอีกทุกครั้งที่คุณนึกถึงเขา จนกระทั้งความรู้สึกเชิงลบนั้นจางหายไป
            กลุ่มที่สี่ คือ ตัวคุณเอง คุณต้องให้อภัยตนเอง อย่างหมดสิ้นสำหรับการกระทำหรือคำพูดของคุณที่โง่เขลา เบาปัญญา ไม่มีเหตุผล ร้ายกาจ สิ้นคิด หรือ หยาบคาย คุณต้องเลิกเก็บความผิดพลาดเหล่านี้ไว้กับคุณ จงจำไว้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอดีตแต่ตอนนี้คุณอยู่กับปัจจุบัน ถ้าคุณนึกถึงแต่อดีตที่รู้สึกไม่ดีกับมัน คุณก็จะไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ขอให้คิดว่าในเวลานั้น คุณไม่เหมือนกับตอนนี้ คุณยังเด็ก ขาดประสบการณ์และยังไม่มีตัวตนที่แท้จริง จงหยุดทำร้ายตนเองด้วย สิ่งที่ผ่านไปแล้วและเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้
            เมื่อคุณรู้สึกว่าต้องแบกรับความรู้สึกที่ผิดที่เป็นผลมาจากรอยแผลในอดีต ความรู้สึกนี้จะระบายออกไปทันทีที่คุณตระหนักว่า "มันไม่ใช่ความผิดของฉัน" เพราะคุณได้กระทำลงไปตอนที่คุณเป็นเด็กและด้อยประสบการณ์เกินกว่าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณทำดีที่สุดแล้วในขณะนั้น จงให้อภัยตนเองและปล่อยให้ตนเองหลุดจากบ่วงนี้ไป เพียงแค่พูดว่า "ฉันให้อภัยตนเองในความผิดที่ฉันได้ทำลงไป ฉันเป็นคนดีอย่างแท้จริงและฉันกำลังจะมีอนาคตที่สดใส" เมื่อใดที่คุณคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอีก จงพูดว่า "ฉันยกโทษให้ตนเองอย่างหมดสิ้น" จากนั้นก็ดำเนินชีวิตต่อไป จงเดินหน้าไปสู่อนาคตแทนที่จะถอยกลับไปหาอดีต คิดถึงที่ที่คุณกำลังจะไป ไม่ใช่ที่ที่คุณผ่านมาแล้ว
            อ่านดูแล้วลองไปฝึกปฏิบัติดูสิครับ จะได้ฝึกฝนการให้อภัย ซึ่งเป็นอีกความหมายหนึ่งของคำสอนเรื่องของความรักที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเรา
คุณพ่อสุพจน์
.............................................................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ เมื่อทรงประกาศและทรงเรียก

#จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว
ข่าวดีแรก คำเทศน์แรกที่ทรงประกาศต่อโลก

#จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว
ไม่ใช่อัศจรรย์ อิทธิปาฏิหารย์ ที่ทรงกระทำ
แต่เป็นคำพูดง่ายง่าย ว่าต้องกลับใจ
กลับใจ เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว

#จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว
อาณาจักรสวรรค์กำลังมา อยู่ธรรมดาเฉยเฉยไม่ได้
ใช้ชีวิตแบบ Middle Class ไม่ได้
สวรรค์ไปไม่ได้ ถ้าไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง

เมื่อทรงเรียกให้ติดตาม ไม่ได้ทรงเรียกยืดยาว
เพียงแต่ตรัสอย่างเรียบง่าย #จงตามเรามาเถิด

เมื่อทรงเรียกให้ติดตาม ไม่ได้ทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเป็น
แต่ทรงยกระดับเราให้สูงขึ้น #เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงหามนุษย์

เมื่อศิษย์ตอบรับพระองค์ ไม่ได้ตอบยืดยาว
พวกเขาทำอย่างเรียบง่าย#เขาทั้งสองก็ทิ้งแหไว้

เมื่อศิษย์ตอบรับพระองค์ ไม่ได้อืดอาดยืดยาด
แต่ด้วยความกระตือรือร้น#แล้วตามพระองค์ไปทันที

เมื่อศิษย์ตอบรับพระองค์ ไม่ได้ลังเลกังวลใจ
แต่ตอบด้วยความมุ่งมั่น#เขาทั้งสองก็ทิ้งเรือและบิดา แล้วตามพระองค์ไป

#พระมาติดดิน ให้เราติดตาม
อย่าลังเล อย่ายืดยาด อืดอาด เอื้อนเอ่ยมากความ
พูดได้ก็ดี ประกาศได้ไม่ว่า แต่ต้องตามด้วย
ตามแต่ปาก ดีแต่พูด ปากรอดแต่ตัวไม่รอด
อยากรอดเริ่มด้วย เริ่ม...ที่การกลับใจ


บาทหลวงบางกอก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น