วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวนัอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2016

พี่น้องที่รัก
            หลายวันที่ผ่านมา อุณหภูมิในเมืองกรุงของเราลดลงต่ำจนหนาวเย็นกันไปทั่ว ไม่นึกเหมือนกันนะครับว่าปีนี้จะมีโอกาสได้สัมผัสอากาศหนาวกันอีกแล้ว แต่ก็มีเซอร์ไพรส์จนได้ หนาวคราวนี้เย็นจับใจกันไปทั่วนะครับ ขอบคุณพระเจ้าที่เปิดแอร์ให้บ้านเรามีอากาศเย็นสบายกันไปพักใหญ่ ว่ากันว่าหนาวนี้เป็นหนาวที่ไม่เคยหนาวกันอย่างนี้มานานมากแล้ว ก็คงจะจริงเพราะระยะหลังนี้เราพูดกันแต่เรื่องโลกร้อน และ ภาวะโลกร้อนก็เป็นภัยคุกคามโลกจนถึงขนาดประเทศต่าง ๆ ต้องจับมือกันหาทางแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน เรื่องอย่างนี้ต้องช่วย ๆ กันไม่อย่างนั้นคงทำสำเร็จได้ยาก
            ภูมิอากาศในแต่ละท้องที่แตกต่างกัน ภาษาที่สื่อออกถึงความสุขกายสบายใจของมนุษย์ก็แตกต่างกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ภาษาไทยที่สื่อออกถึง ความสุขกายสบายใจ จะใช้คำว่า ร่ม เย็น เป็น สุขคำ คำนี้ เป็นคำที่สื่อให้เห็นว่า ถ้ามีอากาศเย็นสบาย เราก็จะมีความสุขทั้งกายและใจไปด้วย เนื่องด้วยบ้านเรานั้นมีอากาศร้อนเป็นปกติวิสัย ไปไหนมาไหนเหงื่อก็ออกจนชุ่มฉ่ำ เพื่อคลายร้อนให้กับร่างกาย บางครั้งเหงื่อออกมากเสียจนเฉอะแฉะเหนียวตัว จนถึงขั้นอยากจะอาบน้ำชำระล้างตัวให้สะอาดก็มี ดังนั้นถ้าวันไหนมีอากาศที่เย็นสบาย เหงื่อก็ไม่ออก ก็จะทำให้เรารู้สึกสบายตัวไม่เหนียวตัว  แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเป็นปกติ เขาก็จะรู้สึกว่า ความสบายของเขาไม่ใช่ความเย็น แต่เป็นความอบอุ่นต่างหาก หรือถ้าเป็นไปได้ มีแหล่งที่มาของความร้อนที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นสบายก็น่าจะดีกว่า ที่จะทนอยู่กับความหนาวเหน็บ ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนคุ้นเคยกับอากาศที่หนาวเย็นอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าวันไหนท้องฟ้าโปร่ง ดวงอาทิตย์ส่องแสง สดใส อากาศอบอุ่น เขาก็มีคำพูดที่แสดงออกถึงวันอากาศดี อบอุ่นสบายว่า “Il fait beau.” แปลว่า วันนี้สวยงามหมายถึงอากาศไม่ขมุกขมัว อบอุ่น สบายกาย สบายใจ
            ประเด็นอยู่ที่ว่า หลายครั้งในบทสวดภาวนาของเรา มีภาษาที่เมื่อแปลมาเป็นภาษาไทยแล้วให้ความหมายที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดของเราอย่างที่ควรจะเป็น อาทิ ในบทอัญเชิญพระจิต มีข้อความตอนหนึ่งที่บอกว่า เชิญเสด็จมาข้าแต่พระจิตเจ้า เชิญเสด็จมาสถิตในดวงใจสัตบุรุษ และทรงบันดาลให้ลุกร้อนด้วยความรักของพระองค์....มีคนต่างศาสนาเคยตั้งคำถามกับพ่อว่า ทำไมถึงใช้คำว่า ลุกร้อนแทนที่จะใช้คำว่า ร่มเย็นเพราะเขามีความรู้สึกว่า คำว่า "ลุกร้อน" ไม่น่าจะสื่อได้ถึงความสงบ สันติสุข ในการถือศาสนาตามความคิดของเขา แต่ในภาษาไทยคำว่า "ร่มเย็น" น่าจะสื่อถึงสภาวะเช่นนั้นได้ดีกว่า ก็เป็นข้อคิดที่น่าฟังครับ และพ่อเองก็เกิดความคิดในทำนองนี้เช่นกัน อย่างไรก็ดี มีคำอธิบายในมิติอื่น ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจได้เช่นกันว่า พระพรแห่งความรักของพระจิตนั้นจะส่งผลบันดาลให้เกิดความเป็นพลวัตขึ้นในตัวเรา นั่นคือไม่อยู่เฉยนิ่ง แต่เกิดความกระตือรือร้นที่จะออกไปทำภารกิจที่พระจิตเจ้าทรงดลใจเรา ดังนั้นถ้าเรามัวแต่ร่มเย็น อยู่นิ่งเฉย จนเฉื่อยแฉะ พันธกิจต่าง ๆ ที่พระเจ้ามอบให้กับพระศาสนจักรและสมาชิกของพระศาสนจักรทุกคนคงไม่สำเร็จผลลุล่วงไปเป็นแน่แท้  ก็แล้วแต่จะมองมุมไหนนะครับ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเราคงไปเปลี่ยนถ้อยคำเหล่านั้นตามอำเภอใจของเราไม่ได้ ดังนั้นเมื่อสวดภาวนาแล้วเกิดสะดุดใจกับภาษา ก็ขอให้มองในมุมของพลังที่ช่วยเราให้เกิดความกระตือรือร้น ที่จะปฏิบัติหน้าที่คริสตชนจนสุดความสามารถนะครับ
            เพราะอากาศหนาวแท้ ๆ ที่ทำให้คิดเรื่อยเปื่อยไปถึงเรื่องสวดภาวนาจนได้ ดีใจจังไม่ได้หนาวอย่างนี้มานานแล้ว   สวัสดีครับ

พ่อสุพจน์
....................................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ : เซนต์หลุยส์หนาวมว๊ากกก!!!

อากาศดีดี พาให้อารมณ์เราดี

ปีนี้ อากาศเย็นเป็นพิเศษ
บางคนบอกว่า หนาวสุดในรอบ 50 ปี
บางคนบอกว่า หนาวสุดในรอบ 30 ปี
บางคนบอกว่า หนาวสุดในรอบหลายหลายปี

ผมไม่รู้ว่า หนาวที่สุดในรอบกี่ปี
รู้แต่ว่า ตั้งแต่เกิดมา ปีนี้หนาวที่สุด

อากาศหนาวได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนไทยปีนี้
เสื้อผ้าหลากสี หลายรูปแบบ เพราะว่านานนานมาที ไม่ได้มาบ่อย

วันนี้ คำพระบอก ประกาศกย่อมมิได้รับเกียรติในบ้านเกิดเมืองนอนของตน
วันนี้ พระโดนท้าทาย โดนตั้งคำถาม ลูกโยเซฟไม่ใช่หรือ?
วันนี้ พระโดนขับ ขับไล่ออกจากเมือง เพียงเพราะทำดีขัดหูขัดตา

วันนี้จึงเรียนรู้ โดนติตำหนิเป็นเรื่องธรรมดา
ทำดีโดนด่า ใครก็โดน พระเองก็ไม่พ้น เกือบถูกปลงพระชนม์
แต่ด้วยความดีที่ทำ พระจึงพ้นจากปวงภัย
คนจริงไม่กลัวใคร ดีต่อไป แสดงผลเอง

ทำดีแล้วโดนด่า จึงดีกว่า เอาแต่ด่า ไม่ทำอะไร
ถ้าเจอคนแบบนี้ ต้องทำใจ ไม่ต้องตอบอะไรแบบพระทำ
ทำดีทำต่อไป เพราะชีวิตต้องทำดี
สนใจพวกนี้มาก รังแต่พาชีวิตต่ำ
ทำตามที่พระนำ แล้วพลังจะมาเอง

#คิดว่าดีก็ทำต่อไป!!!

@Shutter Lover

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2016


พี่น้องที่รัก
            วันนี้ขอเก็บเรื่องเล่าที่อ่านพบในข้อคิดแบ่งปันพระวรสาร ของกลุ่มแบ่งปันการรำพึงพระคัมภีร์ ที่จัดทำโดยพี่น้องฆราวาสท่านหนึ่งมาแบ่งปันกับพี่น้องครับ
            เพื่อนสองคนพบกัน ในกระเป๋าเงินของคุณชายคนหนึ่ง เพื่อนคนแรกเป็นธนบัตรฉบับละพันบาท เล่าว่า "ชีวิตของผมตื่นเต้นโลดโผน ผมได้ไปเที่ยวในภัตตาคารหรู ได้เห็นอาหารจานใหญ่ๆ อร่อยและแพงด้วย ได้ไปที่ผับ ไนท์คลับด้วย ได้ฟังดนตรี ได้ร้องเพลงคาราโอเกะวันสุดสัปดาห์ วันอาทิตย์ได้ไปเยี่ยมสนามม้า เห็นม้าวิ่งแข่งกัน แล้วผมก็ถูกเปลี่ยนมือจากเจ้าของเดิมไปสู่เจ้าของใหม่ แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกยื่นไปให้เจ้าของใหม่อีกคน ชีวิตผมดูจะเป็นชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง วิ่งเปลี่ยนมือไปโดยไม่หยุดนิ่ง"
            หลังจากเล่าเรื่องชีวิตของตนอย่างสนุกสนาน ธนบัตรพันบาทก็ถามเพื่อนที่อยู่ในกระเป๋าเดียวกันว่าเป็นอย่างไร?
            เพื่อนที่เป็นเหรียญสิบบาทก็เล่าเรื่องชีวิตของตนเองว่า "ชีวิตของฉันหรือไม่ได้ไปไหนดอก อยู่ใกล้ ๆ แถวนี้เอง เวียนไปเวียนมาระหว่างเด็กซื้อไอศครีม ซื้อหมูปิ้ง ข้าวเหนียว บางครั้งได้เดินทางเหมือนกันแต่บนรถเมล์ แต่ที่รู้แน่ที่สุดคือ ทุกวันอาทิตย์ฉันได้ไปมิสซาวันอาทิตย์ และระหว่างกลางพิธีมิสซานั้น ฉันจะถูกหย่อนลงในถุงอะไรก็ไม่รู้ที่มีคนถือมายื่นให้เจ้าของฉัน ฉันก็ถูกหย่อนลงในนั้น แต่ฉันไม่ได้อยู่ในนั้นคนเดียวมีเหรียญเหมือนฉันอีกเยอะแยะเลย เลิกพิธีมิสซา พวกฉันก็ถูกรวมใส่ถุง และวันจันทร์ก็ถูกนำไปที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ชีวิตฉันไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร แต่ที่ฉันชอบมากที่สุดคือ ฉันไม่เคยพลาดมิสซาวันอาทิตย์ และเธอล่ะ เธอเป็นถึงธนบัตรฉบับละพันบาท เธอได้ไปวัดมิสซาวันอาทิตย์บ้างหรือเปล่า?"
            ถ้าฟังเผิน ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของสตางค์คุยโวกันนั่นเอง ว่าใครมีประสบการณ์อะไรมากกว่าใคร อย่างไรบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ ธนบัตรใบละพัน ไม่มีโอกาสได้เข้าวัดเลย ต่างกันกับเหรียญสิบ ซึ่งมีโอกาสไปวัดทุกวันอาทิตย์ ได้ลงไปในถุงทานอยู่เสมอ ๆ ความจริงตัวธนบัตรและเหรียญเองคงเลือกที่จะไปนั่น ไปนี่โดยลำพังตนเองคงไม่ได้ คนที่พามันไปก็คือเจ้าของธนบัตรและเหรียญเหล่านั้นต่างหาก ข้อคิดก็คือว่า เรื่องนี้บอกกับเราว่า เรามีใจกว้างมากน้อยเพียงใดสำหรับพระเจ้า
            เราสามารถพูดแบบชาวนา ชาวสวนคนนี้ได้ไหม เมื่อเขาถูกเพื่อนถามว่า "ทำไมใจกว้างอย่างนี้ มอบของช่วยวัดมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ร่ำรวยเท่าไรเลย" ชาวนา ชาวสวนคนนี้ตอบว่า "ขณะที่ผมใช้จอบเสียม ตักใส่บุ้งกี๋ของพระนั้น พระเจ้าก็ตักใส่ของผมด้วย แต่จอบเสียมของพระองค์ใหญ่กว่าของผม ผมจึงมีมากขึ้นอย่างพอเพียง ไม่อดอยากเลย"
            พระคัมภีร์กล่าวว่า "ท่านใช้ทะนานใดตวงให้กับเพื่อนบ้าน พระองค์ก็จะใช้ทะนานนั้นตวงให้ท่านด้วย" (ลก.6:38) ถ้าจะประยุกต์ข้อความพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า "ท่านใช้ทะนานใดตวงให้กับพระเจ้า พระองค์ก็จะใช้ทะนานนั้นตวงให้ท่านด้วย" ได้เหมือนกัน
            จงใจกว้างกับทุกคนเถิด  จงให้แล้วพระเจ้าจะประทานแก่ท่าน ท่านจะได้รับเต็มสัดเต็มทะนานอัดแน่นจนล้น

พ่อสุพจน์

 ...................................................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ : การกลับมาของเจได

ลุคยังไม่เก่ง ลุคอยากจะเก่ง
ลุคอยากสัมผัสพลัง ลุคอยากมีพลัง
ลุคอยากช่วยเพื่อน ลุคอยากจะเป็นเจได

ลุคลงทุนไปไกล ไปที่เดโกบาร์
ที่เดโกบาร์มีโยดา ปรมาจารย์เจได

ลุคพบโยดา แม้จะไม่รู้ในตอนแรก
ว่าโยดาที่พบ คือ โยดา
แต่ที่สุด เมื่อรู้จึงฝากตัวเป็นศิษย์

ลุคอยากเป็นเจได
ลุคตั้งใจว่าจะพยายาม

เมื่อเกือบจะสำเร็จ ลุคต้องตัดสินใจ
เพื่อนลุคกำลังลำบาก วิชาก็กำลังจะสำเร็จ
ลุคต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
จะช่วยเพื่อน หรือ จะเลือกวิชา

ลุคตัดสินใจลำบาก ลุคจึงปรึกษาโยดา
โยดาบอก เมื่อสำเร็จเป็นเจได จะเป็นประโยชน์กว่า

ลุคได้แต่บอก ผมจะพยายาม
โยดาจึงตอบ
DO, OR DO NOT. THERE IS NO TRY.
ทำ หรือไม่ทำ, ไม่มีคำว่า พยายาม

#STARWARS
#RETURNOFTHEJEDI


@Shutter Lover