วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2016

พี่น้องที่รัก
โอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้เปิดหนทางพิเศษสำหรับเราคริสตชนเพื่อที่จะได้หันมาเพ่งพิศถึงพระพักตร์อันเมตตาของพระเจ้าและเปิดรับพระเมตตาจากพระเจ้าผ่านทางศีลอภัยบาปแล้ว พระศาสนจักรยังเสนอแนะให้เราแต่ละคนได้พยายามใช้โอกาสนี้ในการแสดงความเมตตาต่อพี่น้องรอบกายเรามากขึ้นอีกด้วย กิจเมตตาที่พระศาสนจักรเสนอแนะมีหลายประการ คือ

กิจเมตตาฝ่ายกาย 7 ประการ
1. การให้อาหารแก่ผู้หิวโหย 2. การให้น้ำดื่มแก่ผู้หิวกระหาย
3. การบริจาคเสื้อผ้าให้กับผู้ไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่ 4. การต้อนรับคนแปลกหน้า
5. การเยี่ยมผู้ป่วย 6. การเยี่ยมผู้ถูกขังในคุก
7. การฝังศพผู้ล่วงลับ

กิจเมตตาฝ่ายจิต 7 ประการ
1. การให้คำปรึกษาแก่ผู้สงสัย 2. การสอนคนที่ไม่รู้
3. การตักเตือนคนบาป 4. การบรรเทาผู้มีความทุกข์
5. การให้อภัยแก่ทุกคนที่ทำร้าย 6. การอดทนต่อผู้กระทำผิด
7. การสวดภาวนาเพื่อผู้เป็นและผู้ตาย

กิจเมตตาทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิตข้างต้น บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ไม่ยากนัก และหลายท่านก็ปฏิบัติกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางประการที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องยาก และหลายประการเรายังไม่เคยปฏิบัติเลย โอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมปีนี้ จึงเป็นโอกาสให้เราคริสตชนได้ฝึกปฏิบัติกิจเมตตาทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิตให้คล่องแคล่วมากขึ้น การปฏิบัติคุณธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนด้วยความเสียสละ แต่ผลของการปฏิบัติคุณธรรมนั้นงดงาม และบันดาลสันติสุขในจิตใจอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่ในพระคัมภีร์กล่าวเอาไว้ว่า เป็นสันติสุขที่โลกให้กับเราไม่ได้ครับ

พ่อสุพจน์
...............................................................................................................
สวัสดีพี่น้องที่รัก
ความรักของพระเจ้าประจักษ์แจ้งในองค์พระคริสตเจ้า พระผู้ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่บาปเรา ชีวิตทั้งชีวิตของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความรักอันไม่เห็นแก่ตัวของพระองค์ต่อพระบิดาเจ้าและต่อเรามนุษย์ทุกๆ คน และความสัมพันธ์อันมั่นคงกับมนุษย์ทั้งหลาย ความรักของพระคริสต์ชนะทุกสิ่งและมีชัยเหนือทุกคน ในเมื่อพระองค์ทรงรักเราถึงเพียงนี้ เราก็ควรจะรักกันและกันด้วยเช่นกัน นี่คือกฎพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะฉันพี่น้อง เรามาอยู่ร่วมกันเฉพาะพระพักตร์พระองค์ในวันนี้เพื่อโมทนาพระคุณพระองค์ สำหรับความรักและการประทับอยู่ท่ามกลางพวกเราของพระองค์ และเป็นโอกาสที่เราจะได้ขอสมาโทษต่อพระองค์ ในความผิดบกพร่องต่างๆ ของเราทั้งในชีวิตการงานและในชีวิตฉันพี่น้องในบ้านของเรา ในสังคมของเราอาศัยพระพระเยซูเจ้า พระผู้ทรงถ่อมองค์ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ขอพระองค์โปรดทรงนำเราทุกคนให้เดินในหนทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์และความรัก ไปสู่จุดหมายเดียวกัน คือไปสู่พระอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ และขอพระองค์โปรดรวมเราเข้าเป็นหนึ่งเดียวในความรักอย่างสมบูรณ์ตามแบบอย่างชีวิตของพระองค์ด้วย ความรักแบบใดที่อยู่เหนือความรักทั้งปวงแน่นอนว่าเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่มีผู้ใดที่ได้พบองค์พระเยซูเจ้าแล้วแสดงการเมินเฉย  ทำไมฟาริสีจึงเชื้อเชิญพระเยซูเจ้าไปร่วมทานอาหารกับพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่ใส่ใจที่จะให้ความเคารพหรือให้เกียรติแด่พระองค์ซีโมนเชื้อเชิญพระองค์เพราะกระแสประชานิยม  เขาวิจารณ์พระกรุณาที่พระองค์มีต่อหญิงที่ไม่เป็นที่ยอมรับ  พวกฟาริสีรังเกียจที่จะอยู่ร่วมกับคนบาปและพวกเขาก็เมินเฉยที่จะให้ความช่วยเหลือต่อบรรดาคนที่อยู่ในความต้องการ
พลังแห่งความรักที่ท่วมท้นและความกตัญญูของหญิงคนนี้ ทำไมหญิงที่โดนรังเกียจจึงใฝ่หาพระองค์และยอมเสี่ยงต่อการถูกตำหนิเพื่อชโลมพระองค์ด้วยน้ำตาและน้ำหอมราคาแพงการกระทำของนางถูกกระตุ้นโดยสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็คือความรักที่มีต่อองค์พระเยซูเจ้า นางทำในสิ่งที่ไม่มีหญิงชาวยิวคนใดจะทำในที่สาธารณะ  เธอปล่อยผมและชโลมพระเยซูเจ้าด้วยน้ำตาของนาง  หญิงที่แต่งงานจะมัดเกล้าผมของนาง และการปล่อยผมในที่สาธารณะเป็นการกระทำที่น่าอับอายอย่างมาก  แต่นางไม่ได้สนใจคนรอบข้างเว้นแต่พระเยซูเจ้า ความรักให้ทุกสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของเราหญิงผู้นั้นได้ทำบางสิ่งที่ต้องใช้ความรักเท่านั้นจึงสามารถทำได้ เธอมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดทั้งหมดที่เธอมีเพื่อองค์พระเยซูเจ้า ความรักของเธอไม่สามารถวัดได้แต่มีเหลือเฟือ  ด้วยจิตแห่งการถ่อมตนและความสำนึกในหัวใจ เธอได้ทุ่มเทให้กับคนที่แสดงความเมตตาและความกรุณาของพระเจ้าให้เธอได้สัมผัส  องค์พระเยซูเจ้าทรงไม่ยอมเสียโอกาสที่จะให้บทสอนจากเหตุการณ์จริง
เราเป็นหนี้ความกตัญญูต่อพระเมตตาและการให้อภัยทำไมพระเยซูเจ้าทรงยกเรื่องเปรียบเทียบเกี่ยวกับลูกหนี้สองคนก่อนที่จะทรงให้บทสอนกับฟาริสีเรื่องเปรียบเทียบนี้มีความคล้ายคลึงกับเรื่องลูกหนี้ไร้เมตตา (มธ.18:23-35) ซึ่งชายที่ได้รับการยกหนี้มากกลับแสดงการไร้ความเมตตาและไม่ให้อภัย พระเยซูเจ้าให้ความชัดเจนว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ต้องมาจากหัวใจที่ได้รับการอภัยและสะอาดหมดจด  น.เปโตรอัครสาวกได้บอกกับเราว่า ความรักลบล้างบาปได้มากมาย” (1ปต.4:8) เป็นความรักเดียวกับที่รุนเร้าพระบิดาเจ้าในสวรรค์ให้ส่งพระบุตรแต่พระองค์เดียว คือองค์พระเยซูเจ้ามารับการยกถวายชีวิตบนไม้กางเขน เป็นการพลีพระชนม์เพื่อชดเชยบาปของเรา หญิงผู้นั้นได้แสดงออกถึงการทุ่มเทความรักเพื่อแสดงความกตัญญูต่อการอภัยที่ยิ่งใหญ่ พระกรุณาและพระเมตตาที่พระเยซูเจ้าได้แสดงให้เธอประจักษ์ ต้องทำให้เราสามารถที่จะยอมรับหรือปฏิเสธพระเมตตาของพระเจ้า  ซีโมนรู้สึกไม่ต้องการความรัก ความเมตตา  ความภาคภูมิใจในตัวเองของเขานำเขาออกจากการรับรู้ความต้องการพระหรรษทานแห่งการช่วยเหลือ และพระเมตตา  แล้วชีวิตของพวกท่านละมีความกตัญญูต่อพระเมตตาและพระหรรษทานของพระเจ้าหรือไม่?
พ่อพงษ์เกษม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น