วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2012


สวัสดีครับพี่น้องที่รัก

เดือนตุลาคมกำลังสิ้นสุดลงแล้ว แม้ว่ากิจศรัทธาการสวดสายประคำในเดือนแม่พระลูกประคำที่วัดเซนต์หลุยส์ของเรากำลังจะจบสิ้นลง แต่การสวดสายประคำในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน แต่ละครอบครัวก็คงจะดำเนินต่อไป รวมถึงการสวดภาวนาพร้อมกันในครอบครัวของเราก็ต้องดำเนินไปเป็นกิจวัตรที่พึงปฏิบัติเสมอๆด้วยครับ เพราะเราไม่ได้หยุดที่จะเป็นคริสตชนที่มีความเชื่อมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอนั่นเอง
พ่อยังขอถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ กิจศรัทธาพิเศษที่เราจะประกอบพิธีที่วัดเซนต์หลุยส์ของเราในช่วงสัปดาห์หน้าด้วยซึ่งมีดังนี้คือ การแห่พระรูปพระแม่มารีย์รอบวัดของเราในวันที่ 31 ตุลาคม จากนั้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันศุกร์ต้นเดือน เราจะมีพิธีมิสซาภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ ในเวลา 19.00 . โดยที่ทางวัดจะจัดเตรียมสถานที่สำหรับการตั้งรูปถ่ายของผู้ล่วงลับไว้ บริเวณหน้าพระแท่น พี่น้องสามารถนำรูปถ่ายของผู้ล่วงลับผู้เป็นที่รักของเรามาวางไว้บริเวณที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ โดยที่จะมีกรรมการสภาภิบาลวัดของเราเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อเป็นการระลึกถึงดวงวิญญาณของท่านเหล่านั้นในคำภาวนาของเราทุกคน
การรำลึกถึงดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับที่จากเราไปแล้วนั้น เป็นการเตือนใจเราให้มองเห็นถึงความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวของผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือ ในคำแปลเดิมที่ว่า สหพันธ์นักบุญ นั้น ประกอบด้วย เรามนุษย์ที่ยังแสวงบุญอยู่ในโลกนี้ และ บรรดาวิญญาณในไฟชำระ และ บรรดานักบุญผู้อยู่ในสวรรค์แล้ว มีบทบาทช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยที่เรามนุษย์ภาวนาอุทิศกุศลเพื่อวิญญาณผู้ล่วงลับ และเมื่อวิญญาณผู้ล่วงลับได้รับพระเมตตาเข้าสู่สวรรค์แล้ว เขาก็จะวิงวอนพระเจ้าเพื่อเรามนุษย์ที่ยังอยู่ในโลกนั่นเอง

พ่อสุพจน์
................................................................................................................................................................

คำภาวนาสองบท

            เรือลำหนึ่งจมลงในทะเลในขณะที่มีลมพายุ มีชาย 2 คนเท่านั้นที่สามารถว่ายไปถึงเกาะเล็กๆ ได้                
            ผู้รอดชีวิตทั้งสองคนไม่รู้ว่าจะทำอะไร ต่างเห็นเหมือนกันว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสวดภาวนาต่อพระเจ้า ด้วยความใคร่รู้ว่าคำภาวนาของใครจะศักดิ์สิทธิ์กว่า เขาจึงตกลงแบ่งพื้นที่กันและแยกอยู่คนละฝั่งของเกาะ
            สิ่งแรกที่เขาสวดภาวนาคือ ขออาหาร เช้ารุ่งขึ้นชายคนแรกเห็นต้นไม้ในเขตของเขามีผลมากมาย เขากินผลไม้เพื่อบรรเทาความหิว ชายอีกคนไม่เห็นผลไม้บนต้นไม้ในเขตของตนเลย
            หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ชายคนแรกรู้สึกเหงามาก เขาจึงสวดขอภรรยา วันรุ่งขึ้นมีเรืออีกลำอับปาง ผู้รอดชีวิตมีคนเดียว คือหญิงสาวซึ่งว่ายน้ำมาที่บริเวณชายฝั่งในเขตของชายคนแรก เขาได้เธอเป็นภรรยา ส่วนอีกด้านหนึ่งชายคนที่สองยังไม่มีอะไรเลย
            ต่อมาชายคนแรกภาวนาขอให้เขามีลูก มีบ้าน และเสื้อผ้า วันรุ่งขึ้น เขาได้รับทุกอย่างตามที่เขาภาวนาขอ ชายคนที่สองยังไม่ได้รับอะไรอีกเช่นเคย
            ในที่สุด ชายคนแรกสวดภาวนาขอให้มีเรือเพื่อเขาและครอบครัวจะได้ออกจากเกาะไป รุ่งเช้าเขาก็พบเรือลำหนึ่งจอดที่ใกล้ๆ ฝั่ง
            ชายคนแรกตัดสินใจเดินทางไปจากเกาะ โดยเขาจะทิ้งชายคนที่สองไว้ที่เกาะแต่เพียงลำพัง เนื่องจากคำภาวนาของชายคนที่สองไม่เกิดผลเลย ชายคนแรกจึงคิดว่าชายคนที่สองเป็นคนไม่มีค่าพอจะได้รับพระพรอะไร
            ขณะที่เขาจะขึ้นเรือและทิ้งชายคนที่สองไว้ เขาได้ยินเสียงจากสวรรค์ ทำไมเจ้าทิ้งเพื่อนของเจ้าไว้
            ชายคนแรกตอบ พระพรของข้าพระองค์เป็นของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์เป็นผู้ภาวนา เมื่อคำภาวนาของชายอีกคน ไม่ได้รับคำตอบเลย เขาก็ไม่สมควรได้รับพระพรใด
            เจ้าเข้าใจผิด เสียงจากสวรรค์ตำหนิเขา ชายคนที่สองมีคำภาวนาเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เราตอบคำภาวนาของเขา และถ้าไม่ใช่เพราะคำภาวนาของเขา เจ้าก็จะไม่ได้รับพระพรเลย
            ชายคนแรกถาม เขาสวดภาวนาขออะไรหรือข้าพระองค์ ถึงต้องเป็นหนี้บุญคุณเขา พระเจ้าตรัสว่า เขาภาวนาขอให้คำภาวนาของเจ้าเป็นจริง
(คัดจากหนังสือเมล็ดพันธุ์ แห่งปรีชาญาณ เล่ม 3)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น