วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2016

พี่น้องที่รัก
            เดือนตุลาคมเดือนแม่พระลูกประคำกำลังจะผ่านพ้นไปแล้วครับ แม้ว่าเรากำลังจะจบเดือนตุลาคม แต่ก็ไม่อยากให้พี่น้องจบการสวดสายประคำไว้เพียงแค่เดือนนี้ของปีนะครับ วันนี้พ่อขอนำคำแนะนำในการสวดภาวนาของนักบุญหลุยส์ มารีย์ เดอ มองฟอร์ต ผู้มีความศรัทธาต่อแม่พระมากมาฝากพี่น้องครับ
            ท่านนักบุญให้คำแนะนำว่า เมื่อเริ่มสวดภาวนา ให้ถวายคำอธิษฐานวิงวอนขอ แด่แม่พระและตั้งใจสวดภาวนาอย่างดี ภาวนาด้วยหัวใจ ภาวนาด้วยความรักพระ ภาวนาด้วยความสุภาพถ่อมตน และถ่อมใจ ภาวนาช้าๆ นึกถึงคำภาวนาแต่ละคำ ให้แต่ละคำมีความหมายเต็มไปด้วยความรัก ออกมาจากหัวใจ เหมือนเราคุยกับคนที่เรารัก ไม่สวดภาวนาแบบเคยชิน สวดภาวนาแต่ปากแต่ใจล่องลอย ไม่รีบสวดภาวนา ให้เรานึกเสมอว่า ทุกอย่างที่เราทำนี้เพื่อพระ เพื่อผู้อื่น และเพื่อวิญญาณในไฟชำระ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อความดี หรือประโยชน์ของตนเอง โดยเริ่มด้วยคำเสนอวิงวอนตามความต้องการสวดภาวนาขอพรพระให้กับผู้ใด เรื่องอะไรบ้าง อธิษฐานวิงวอนตั้งแต่เริ่มต้นเลย และในเวลาภาวนา ตั้งใจภาวนาอย่างเดียวไม่ต้องมัวพะวงเรื่องคำอธิษฐานวิงวอนขออีก เสร็จแล้ว ตามด้วยการถวายคำภาวนาแด่แม่พระดังนี้....
            “ข้าแต่พระแม่มารีอาพระมารดาที่สุดรักของลูก ลูกขอถวายคำภาวนาและคำวอนขอของลูกนี้แด่พระแม่ ขอพระแม่ทรงตบแต่งให้สวยงาม ขอพระจิตเจ้า ผู้ทรงสถิตอยู่ในพระแม่ บันดาลให้คำภาวนาและคำวอนขอของลูกนี้ศักดิ์สิทธิ์ไปและขอให้คำภาวนาและคำวอนขอของลูกร่วมสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระจิตเจ้าและพระแม่ ขอพระแม่ทรงถวายคำภาวนาและคำวอนขอของลูกนี้ แด่พระเยซูเจ้าพระบุตรสุดที่รักของพระแม่ พระเป็นเจ้า พระผู้ไถ่ และพระเชษฐาของลูก และขอพระเยซูเจ้าทรงถวายคำภาวนาและคำวอนขอของลูกนี้แด่พระบิดาเจ้าสวรรค์นิรันดร ผู้ทรงพระทัยอารีและทรงรักลูก ขอพระองค์โปรดทรงพระเมตตากรุณาสงสาร ตามพระประสงค์ของพระองค์ และโปรดสดับฟังคำวอนขอของลูกแล้วแต่จะทรงพระกรุณา ลูกวอนขอทั้งนี้ในพระนามของพระเยซูเจ้าพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ โดยคำเสนอวิงวอนของพระแม่มารีย์ เทวดา ทูตสวรรค์ นักบุญทั้งหลาย ท่านอารักขเทวดา และวิญญาณในไฟชำระ ลูกขอให้คำภาวนาและคำวอนขอของลูกนี้ ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับของคริสตชนทั่วโลกผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่รักพระองค์และผู้ที่สวดภาวนาทุกท่าน อาแมน
            นักบุญหลุยส์ มารีย์ เดอ มองฟอร์ต ถวายคำภาวนาเช่นนี้ทำให้คำภาวนาของท่านนักบุญได้รับพระพร และพระหรรษทานเพิ่มทวีคูณมหาศาล
            เมื่อเราถวายคำภาวนาแด่แม่พระเช่นนี้ แม่พระจะเป็นผู้แจกจ่ายพระพร และ พระหรรษทานแก่ผู้ที่ต้องการทุกคน ครอบครัวของเรา เพื่อนพี่น้องของเรา ทุกคนที่เรารัก และวิญญาณในไฟชำระไม่ต้องห่วงว่าผู้ที่เราสวดให้จะไม่ได้รับอย่างเพียงพอ เพราะแม่พระทรงทราบดีว่าใครต้องการมาก ใครต้องการน้อย และแม่พระยังมีพระหรรษทานเพิ่มพูนให้ เมื่อบางคนต้องการมากและเราสวดให้ไม่พอ แม่พระทรงเป็นผู้แจกจ่ายพระพรและพระหรรษทานที่ดีที่สุด เพราะแม่พระทรงเปี่ยมด้วยพระหรรษทาน ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ความเอาพระทัยใส่และความเมตตาสงสาร แม่พระคอยดูแลลูกๆของแม่ในโลกนี้ แม่พระเป็นแม่สวรรค์ที่รักใคร่และห่วงใยลูกๆมาก มากจนกระทั่งแม่ของเราในโลกนี้ไม่สามารถเปรียบได้เลย
            วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม ขอเรียนเชิญพี่น้องมาร่วมกันสรรเสริญ เทิดเกียรติแม่พระ ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณเวลา 19.00 หลังพิธีมีการแห่พระรูปแม่พระรอบวัด  และในวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เป็นวันระลึกถึงผู้ล่วงลับ เรามาร่วมภาวนารำลึกถึงญาติพี่น้องของเราที่จากเราไปแล้วกันครับ พิธีเริ่มเวลา 19.00 .



พ่อสุพจน์
......................................................................................................
สวัสดีครับ
            เมืองเยรีโคตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดน จึงเป็นศูนย์กลางเชื่อมเส้นทางระหว่างกรุงเยรูซาเล็มกับดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนเข้าด้วยกัน เยรีโคยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นปาล์ม อินทผลัม ยางไม้หอม และกุหลาบ จนได้รับการขนานนามว่า เมืองแห่งต้นปาล์ม โยเซฟุส นักประวัติศาสตร์ชาวยิวถึงกับเรียกเมืองเยรีโค ว่าเป็น ดินแดนของพระเจ้าและ เมืองที่มั่งคั่งที่สุดในปาเลสไตน์ ด้วยเหตุที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางและการค้าขายกับดินแดนทางตะวันออก กอปรกับธรรมชาติเอื้ออำนวยให้มีความอุดมสมบูรณ์  เยรีโคจึงเป็นศูนย์กลางการเก็บภาษีที่สำคัญที่สุดในปาเลสไตน์
            เดิมทีโรมเก็บภาษีบรรดาเมืองขึ้นซึ่งรวมถึงปาเลสไตน์ด้วย โดย การให้สัมปทานแต่ละเขตแก่ผู้ที่เสนอผลประโยชน์สูงสุดแก่โรม  ตราบใดที่ผู้ได้รับสัมปทานสามารถส่งภาษีได้ครบตามสัญญา โรมจะให้สิทธิพวกเขาเก็บภาษีหรือขูดรีดอะไรก็ได้จากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น โดยที่ประชาชนแทบไม่รู้เลยว่าภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายตามกฎหมายมีอะไรบ้าง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ แน่นอนว่าผู้รับสัมปทานแต่ละรายต่างนำสิทธิที่ได้รับจากโรมไปใช้ในทางที่ผิดจนเกิดปัญหาตามมามากมาย  ที่สุดโรมจึงยกเลิกระบบดังกล่าวและหันมาจัดเก็บภาษีเอง  กระนั้นก็ตามคนเก็บภาษีซึ่งแม้จะทำงานให้โรมโดยตรงก็ยังไม่ยอมละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม นั่นคือทั้งโลภ ทั้งโกง และทั้งแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน
    ภาษีที่ต้องจ่ายมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือภาษีรัฐ ตัวอย่างเช่น ภาษีรายหัวที่ชายอายุ 14-65 ปีและหญิงอายุ 12-65 ปีทุกคนต้องจ่ายเป็นรายปี  ภาษีที่ดินร้อยละสิบหากปลูกข้าว ถ้าปลูกองุ่นและน้ำมันร้อยละยี่สิบ  ภาษีเงินได้ร้อยละหนึ่ง เป็นต้น  ภาษีประเภทนี้ไม่ค่อยมีการบิดเบือนมากนัก
    ภาษีประเภทที่สองคือภาษีอากรที่เหลือทุกชนิด เช่นภาษีการใช้ถนน ท่าเรือ ตลาด ภาษีนำเข้าและส่งออก รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าบางชนิดยกตัวอย่างเฉพาะภาษีการใช้ถนนซึ่งเรียกเก็บตามจำนวนล้อและชนิดของสัตว์ที่ใช้ลากจูงเกวียน  การลงบัญชีจำนวนล้อหรือชนิดของสัตว์ว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อถนนมากน้อยเพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคนเก็บภาษี นอกจากนั้นคนเก็บภาษียังมีอำนาจสั่งให้หยุดเกวียนกลางถนน แล้วรื้อหีบห่อสินค้าต่าง ๆ เพื่อตรวจเก็บภาษีตามความพอใจ  หากประชาชนมีเงินไม่พอจ่ายค่าภาษี พวกเขายังเตรียมเงินไว้ให้กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงลิบลิ่ว คนเก็บภาษีจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจร่ำรวยมาก แต่ฐานะทางสังคมกลับตกต่ำที่สุด เพราะชาวยิวพากันเกลียดชังและจัดชั้นพวกเขาให้อยู่กลุ่มเดียวกันกับโจรและฆาตกร
            ที่สำคัญศักเคียสไม่ใช่คนเก็บภาษีธรรมดา แต่เป็นถึงหัวหน้าคนเก็บภาษีของเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในปาเลสไตน์ ความร่ำรวยของศักเคียสจึงไม่ต้องพูดถึง และกับศักเคียสที่ชาวยิวถือว่าเลวเทียบเท่าโจรและฆาตกรนี้เอง ที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า วันนี้ความรอดพ้นมาสู่บ้านนี้แล้ว” (ลก 19:9)  เกิดอะไรขึ้นกับศักเคียสหรือ?
            ประการแรก ศักเคียสร่ำรวยแต่ไม่มีความสุข เขาโดดเดี่ยวเพราะเลือกอาชีพที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย  ความร่ำรวยไม่ช่วยให้เขามีความสุข  เงินทองไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับเขา โชคดีที่เขาได้ยินมาว่าคนชื่อ เยซูต้อนรับคนเก็บภาษีและคนบาป  เขาจึงอยากรู้ว่าพระองค์จะตรัสกับเขาว่าอย่างไร ? ด้วยเหตุที่ผู้คนพากันดูหมิ่นและเกลียดชัง ศักเคียสจึงพยายามแสวงหาความรักของพระเจ้ามาเติมเต็มชีวิตของเขา
            ประการที่สอง เมื่อศักเคียสตั้งใจพบพระเยซูเจ้า เขาไม่ยอมให้สิ่งใดมาหยุดยั้ง ด้วยความที่เป็นคนร่างเตี้ยและเป็นที่เกลียดชังของผู้คนทั่วไป การฝ่าฝูงชนมากมายเข้าพบพระเยซูเจ้าจึงต้องถือว่าเป็นคนกล้าหาญชาญชัยอย่างยิ่ง เพราะฝูงชนคงไม่ยอมพลาดโอกาสทองที่จะประเคนทั้งศอก ทั้งเข่าใส่เขาอย่างเมามัน  และเขาคงต้องกลับบ้านพร้อมกับรอยฟกช้ำดำเขียวทั้งตัว แต่ศักเคียสไม่ยอมให้โอกาสที่จะพบพระเยซูเจ้าซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมหลุดลอยไปเด็ดขาด แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตฟันฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม เขาจึงวิ่งนำหน้าไป ปีนขึ้นต้นมะเดื่อเทศ เพื่อให้เห็นพระเยซูเจ้า” (ลก 19:4)ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนร่างเตี้ยอย่างเขา
            ประการที่สาม เมื่อได้พบพระเยซูเจ้า ศักเคียสเปลี่ยนชีวิตใหม่หมดเมื่อพระองค์ตรัสกับเขาว่า ศักเคียส รีบลงมาเถิด เพราะเราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้”  (ลก 19:5) ศักเคียสค้นพบทันทีว่าเขาได้ เพื่อนใหม่ที่วิเศษสุดแล้ว เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตทันที เขายกสมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนจน  อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือก็ไม่ได้เก็บไว้ใช้เอง แต่เพื่อชดใช้ความเสียหายสี่เท่าแก่คนที่เขาได้โกงมา (ลก 19:8)
การชดใช้ สี่เท่าถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก กฎหมายกำหนดว่า ถ้าผู้ใดขโมยโคหรือแกะไปฆ่าหรือขาย ผู้นั้นจะต้องชดใช้ในอัตราโคห้าตัวต่อโคหนึ่งตัว (หนึ่งตัวทดแทนโคที่ถูกฆ่าหรือขาย อีกสี่ตัวเป็นค่าปรับ - ผู้เขียน) แกะสี่ตัวต่อแกะหนึ่งตัว (ค่าปรับสามเท่า)” (อพย 21:37) แต่ ถ้าพบสัตว์ที่เขาขโมยไปยังมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเป็นโค ลาหรือแกะ เขาจะต้องชดใช้เป็นสองเท่า” (อพย 22:3)แต่ถ้าขโมยสำนึกผิดและนำสิ่งของที่ได้มา ไปคืนเจ้าของดังเช่นกรณีของศักเคียสเขาจะต้องนำทุกสิ่งที่เขาได้มาไปคืนแก่เจ้าของ เพิ่มค่าปรับอีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งของเหล่านั้น” (อพย 5:24)แต่ศักเคียสพร้อมชดใช้ความเสียหายหรือค่าปรับสี่เท่าในทุกกรณี ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดถึงยี่สิบเท่า ศักเคียสไม่เพียงเปลี่ยนแปลงความคิดและจิตใจเท่านั้น แต่เขาเปลี่ยนแปลงการกระทำด้วย เขาทำให้เห็นว่า คำพูดยืนยันใด ๆ ย่อมไร้ค่าหากปราศจากการกระทำ เช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้เราเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต สิ่งนี้แหละที่ทำให้พระองค์ตรัสว่า วันนี้ ความรอดพ้นได้มาสู่บ้านนี้แล้ว”
คพ.พงษ์เกษม

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2016

พี่น้องที่รัก
                เดือนตุลาคมกำลังจะผ่านพ้นไปอีกไม่นานนัก พ่อเชื่อว่าตลอดเดือนนี้พี่น้องคงได้มีโอกาสสวดลูกประคำกันมากขึ้น สายประคำนำชีวิต การสวดสายประคำจะช่วยให้เรามีใจผูกพันกับพระเจ้ามากขึ้นโดยอาศัยความศรัทธาภักดีต่อพระนางมารีย์ เพราะทุกทศของสายประคำเราจะมีโอกาสได้รำพึงถึงพระธรรมล้ำลึกประการต่างๆขององค์พระเยซูเจ้า อย่างใกล้ชิด นั่นหมายความว่า ชีวิตของพระองค์อยู่ต่อหน้าเราตลอดเวลา ทั้งในการมาบังเกิด ทั้งในการเจริญวัยของพระองค์ ทั้งในช่วงเวลาของการเทศน์สอนประชาชนของพระองค์ ทั้งในการรับทนทรมานการสิ้นพระชนม์ และ การกลับคืนชีพขององค์พระเยซูเจ้า ดังนั้นเมื่อเราสวดสายประคำ นอกเหนือจากการที่เราจะฝากชีวิตของเราไว้ในความคุ้มครองของแม่พระแล้ว ชีวิตของเรายังผูกพันแนบชิดกับพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้ไถ่ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งลงมาเพื่อประทานความรอดพ้นอันเป็นชีวิตนิรันดรให้กับเราทุกคนด้วย เพราะฉะนั้นขอเชิญชวนพี่น้องได้สวดสายประคำเสมอไม่เพียงแต่ในเดือนตุลาคมนี้ แต่เรื่อยๆไปในชีวิตของความเป็นคริสตชนของเราทุกคน
                นอกจากนี้วันสุดท้ายของเดือนคือ วันที่ 31 ตุลาคม พ่ออยากเชิญชวนพี่น้องทุกท่านมาร่วมกันเทิดเกียรติพระนางมารีย์แม่พระของเราเป็นพิเศษสักครั้งในรอบปี เพราะวันนั้นเป็นวันปิดเดือนแม่พระแห่งลูกประคำ ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ แม้ว่าพี่น้องหลายท่านจะต้องไปทำงาน เหน็ดเหนื่อยทั้งวัน แต่ถ้าพี่น้องรักแม่พระด้วยหัวใจ พ่อคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะจัดเวลาให้กับพระนางมารีย์ ความตั้งใจของเราคือจัดพิธีการแห่แหนพระรูปของพระนางมารีย์รอบวัดของเรา ถ้าฝนฟ้าไม่ตก ถ้าถนนหนทางเป็นใจ เราคงได้มีโอกาสเดินตามพระรูปพระแม่มารีย์รอบวัดของเรา เป็นประดุจว่าเส้นทางชีวิตของเรามีพระนางมารีย์คอยนำทางเราเสมอ พ่อเชื่อว่าพี่น้องคงมาร่วมในพิธีดังกล่าวกันมากหน้าหลายตาครับ พิธีจะเริ่มเวลา 19.00 . ด้วยการสวดสายประคำ หลังจากนั้นจะเป็นพิธีบูชาขอบพระคุณ ตามด้วยพิธีแห่
                อีกวันหนึ่งที่พ่ออยากเชิญชวนเป็นพิเศษคือ วันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันระลึกถึงผู้ล่วงลับ ซึ่งในปีนี้เป็นพิเศษเราจะอุทิศถวายคำภาวนาเป็นพิเศษเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ของเรา นอกจากนี้เราจะภาวนารำลึกถึงดวงวิญญาณของญาติพี่น้องของเราที่ล่วงลับไปแล้วด้วย พี่น้องสามารถนำรูปของญาติพี่น้องผู้ล่วงลับมาวางไว้บริเวณหน้าพระแท่นด้วย พิธีจะเริ่มเวลา 19.00 . เช่นกันครับ สัปดาห์ดังกล่าวเราคงได้มาวัดกันหลายครั้งหน่อยครับ
                พ่อรีบออกมาประกาศเชิญชวนกันแต่เนิ่นๆ เพื่อว่าพี่น้องจะได้ลงหมายนัดกับแม่พระของเราไว้แต่เนิ่นๆเช่นกัน ธุระปะปังอื่นๆ ขอหลีกทางให้กับนัดหมายสำคัญสองวันนี้ก่อนนะครับ

พ่อสุพจน์
................................................................................................................
สวัสดีครับพี่น้อง
                ในสมัยพระเยซูเจ้า ชาวฟาริสีเป็นคนศรัทธาในศาสนามาก พวกเขาเป็นผู้มีความเชื่อที่ปฏิบัติศาสนกิจอย่างสม่ำเสมอและถือตามบทบัญญัติของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด บ่อยครั้งพวกเขาทำ มากกว่าข้อเรียกร้องของบทบัญญัติเสียอีก พวกเขาจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวัน คือวันจันทร์และวันพฤหัสบดี แม้บทบัญญัติเรียกร้องให้ประชาชนจำศีลอดอาหารเพียงปีละหนึ่งวันเท่านั้นคือในวันชดเชยบาปพวกเขายังถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดแด่พระเจ้าอย่างสม่ำเสมออีกด้วย
                ในอุปมาวันนี้ชาวฟาริสีไม่ได้ล้อเล่น เมื่อเขาพูดว่า ข้าพเจ้าไม่เป็นเหมือนมนุษย์คนอื่น ที่เป็นขโมย อยุติธรรม ล่วงประเวณี หรือเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ข้าพเจ้าจำศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองวันและถวายหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดของข้าพเจ้า” (ลก 18:11-12) เราจะเห็นว่าชาวฟาริสีมีมาตรฐานทางศีลธรรมค่อนข้างสูง ส่วนคนเก็บภาษีถูกมองว่าเป็นคนที่มีมาตรฐานทางศีลธรรมต่ำ เพราะพวกเขาทำงานให้กับรัฐบาลชาวโรมัน ซึ่งเป็นคนต่างชาติยอมก้มหัวให้กับผู้รุกราน แสวงหาผลประโยชน์และทรยศต่อเพื่อนร่วมชาติ โดยเรียกเก็บภาษีเกินพิกัดเพื่อเข้ากระเป๋าตนเอง ในสายตาของชาวยิวพวกเขาจึงถูกถือว่าเป็นคนบาปที่ต้องตกนรกอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม คนเก็บภาษีทั้งหลายรู้ดีว่าเสียงของประชาชนไม่ใช่เสียงของพระเจ้าเสมอไป พวกเขายังคงหวังที่จะได้รับความรอดพ้นเหมือนคนอื่น แม้ไม่ใช่โดยทางความครบครันด้านชีวิตฝ่ายจิตของตนเอง แต่โดยทางพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ของพระเจ้า อันที่จริงการเชื่อในพระเจ้าอย่างเดียวไม่ช่วยใครให้รอดพ้น
                นักบุญยากอบบอกเราว่า แม้พวกปีศาจก็เชื่อเช่นนั้นและยังกลัวจนตัวสั่นด้วย” (ยก 2:19) สิ่งสำคัญคือ เราเชื่ออะไรเกี่ยวกับพระเจ้าเพราะว่าความเชื่อนั้นจะมีผลกระทบต่อตัวเราเอง ชาวฟาริสีเชื่อว่า พระเจ้ารักคนดีและเกลียดชังคนชั่วดังนั้น พวกเขาจึงประพฤติตนตามที่ตัวเองเชื่อ คือพวกเขาจะรักเฉพาะคนดีตามแบบฉบับของพวกเขาเท่านั้นและดูถูกเหยียดหยามคนชั่วและคนบาปเหมือนคนเก็บภาษี พระเยซูเจ้าตรัสเล่าอุปมาเรื่องนี้ให้ชาวฟาริสีฟังเพราะพวกเขา ภูมิใจว่าตนเป็นผู้ชอบธรรมและดูหมิ่นผู้อื่น” (ลก 18:9)
                อีกด้านหนึ่ง คนเก็บภาษีไม่ได้วางใจในตนเองหรือในสิ่งที่พวกเขาได้ทำ แต่ไว้วางใจในพระเมตตาของพระเจ้า เมื่ออยู่ในพระวิหาร เขา ยืนอยู่ห่างออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ได้แต่ข้อนอก พูดว่า “ข้าแต่พระเจ้าโปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด” (ลก 18:13) นี่แหละคือคนที่กลับไปบ้านด้วยความสุขใจในความรักของพระเจ้า ไม่ใช่ชาวฟาริสีที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรม วันนี้เราเข้ามาในพระวิหารของพระเจ้า เพื่อนมัสการและอธิษฐานภาวนาต่อพระองค์ เมื่อพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้สิ้นสุดลง เราหวังที่จะกลับไปบ้านด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยสันติสุขในพระองค์ ให้เราเรียนรู้เคล็ดลับการนมัสการและการอธิษฐานภาวนาที่สบพระทัยของพระเจ้าจากคนเก็บภาษี ให้เรามั่นใจในความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ ไม่มีบาปใดที่พระองค์อภัยให้เราไม่ได้
                ในเวลาเดียวกันเราต้องตระหนักถึงความผิดบาปของเราและมอบตนเองไว้ในพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ของพระองค์ อย่าดูหมิ่นเพื่อนพี่น้องที่เป็นคนบาปของเรา แต่พยายามช่วยพวกเขาให้พบพระเจ้า เหมือนคนเก็บภาษีช่วยเราให้ค้นพบความรักและพระเมตตาของพระองค์ในวันนี้ จำคำของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ให้ดี ผู้ใดที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น” (ลก 18:14)

คุณพ่อพงษ์เกษม