วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2015

พี่น้องที่รัก
                เมื่อเราจะเริ่มภารกิจอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะกิจการที่เรายังไม่ค่อยสันทัด มนุษย์เรามักจะมีแนวโน้มที่จะมองหาข้อดีที่จะได้รับจากการทำสิ่งนั้นเพื่อที่จะมีแรงจูงใจในการทำ คำถามที่เรามักจะถามตัวเราเองคือ แล้วเราจะได้รับอะไรตอบแทน แม้แต่เรื่องข้อปฏิบัติเพื่อฝึกจิตใจอย่างเช่นการถือศีลอดอาหารก็เช่นกัน ประกาศกอิสยาห์บอกกับประชากรของพระเจ้าผู้มีข้อข้องใจกับพระเจ้าว่า ทำไมเราต้องถือศีลอดอาหาร ถ้าพระองค์ไม่สนพระทัย ทำไมเราต้องทำพลีกรรมใช้โทษบาปถ้าพระองค์ไม่จับตามอง ให้เราระลึกเสมอว่า การมีวินัยฝึกจิตให้เข้มแข็งอย่างการถือศีลอดอาหาร การทำบุญให้ทาน หรือแม้แต่การภาวนานั้น ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพระเจ้าเพื่อขอคะแนนนิยมจากพระองค์
            กรณีของการถือศีลอดอาหารนั้น เป็นการมีวินัยฝึกจิต ที่ถือว่าเป็นรูปแบบทางการภาวนาอย่างหนึ่ง ที่ช่วยเราให้เข้าถึงการหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงการประทับอยู่ของพระเจ้า และ เพื่อเราจะมีความหิวกระหายหาพระองค์ การถือศีลอดอาหารช่วยเราให้มองเห็นชัดขึ้นว่า อะไรที่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นจริงๆในชีวิตของเรา การถือศีลอดอาหารเป็นแบบฝึกหัดทางจิตที่ช่วยเราให้เข้าถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น และเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้า เราจะรู้ว่าเราควร อด หรือ ตัด อะไรให้ขาดให้พ้นไปจากชีวิตของเราบ้าง
            เราต้องอด หรือ ตัดขาดจากบาป เพราะบาปคืบคลานเข้ามาในชีวิตเราง่ายมาก และเมื่อมันเข้ามาแล้วมันก็จะเกาะกุมเราอยู่ไม่ยอมปล่อยเราไปง่ายๆ
            บาปทำลายความสัมพันธ์ที่ดีของเรากับพระเจ้าลงเสีย ส่วนการถือศีลอดอาหารนั้นเป็นวิธีการฝ่ายจิตที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้ให้กลับมางดงามเสียใหม่
            การถือศีลอดอาหารยังเป็นรูปแบบของการภาวนาแบบหนึ่งอีกด้วย ดังนั้นขอให้การถือศีลอดอาหารที่เราปฏิบัติในช่วงเทศกาลมหาพรตนี้ช่วยชำระเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ปลดปล่อยเราให้พ้นจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวของเรา และ ช่วยนำพาเราให้เข้าใกล้กับพระเจ้ามากขึ้นด้วยเถิด

คุณพ่อสุพจน์

ความมหัศจรรย์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ
(ต่อจากคราวที่แล้ว)
บทที่ 7
คำภาวนาในพิธีบูชาขอบพระคุณ

                เราจะใช้บทภาวนาใดๆที่เราต้องการเพื่อช่วยในการสวดภาวนาของเราให้ดีที่สุดก็ได้ แต่ทางที่ดีในระหว่างพิธีบูชาขอบพระคุณให้เราใช้หนังสือคู่มือการร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ ติดตามขั้นตอนของพิธีอย่างมีสมาธิร่วมไปกับพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธี
                เมื่อพระสงฆ์มาถึงพระแท่นบูชา และเริ่มต้นพิธีบูชาขอบพระคุณ ให้เราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูในพระทรมานของพระองค์และให้เราสำนึกในมลทินบาป และ ความผิดต่างๆที่เรามีขอขมาโทษต่อพระองค์โดยผ่านทางผลบุญแห่งการร่วมในพิธีบูชาขอบพระคุณนี้
                จากนั้นให้เราตั้งใจฟังพระวาจาของพระเจ้าที่นำมาอ่านในพิธีนั้นอย่างมีสมาธิ
                เมื่อมีการขับร้องบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ เราควรระลึกว่า เหล่าเทวทูตของพระเจ้ามากมายลงมายังพิธีบูชาขอบพระคุณนี้และตัวเราก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่มาร่วมในพิธี เราจึงควรเปล่งเสียงของเราร่วมกับบรรดาเทวทูตในการนมัสการสรรเสริญพระเจ้า และทูลถวายคำภาวนาของเราแด่พระเจ้า
                เมื่อพระสงฆ์สวดบทภาวนาเสกศีล เราควรที่จะแสดงความเคารพสูงสุดด้วยความรัก เพราะพระเยซูเจ้าได้บังเกิดมาในมือของพระสงฆ์จริงๆ อย่างที่พระองค์ได้บังเกิดมาที่เบธเลเฮม เมื่อพระสงฆ์ยกศีลมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เราควรที่จะจ้องมองพระเจ้าของเราด้วยความชื่นชมยินดี อย่างที่เหล่าเทวทูตมองพระองค์ในสวรรค์และกล่าวสรรเสริญพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าของข้าพเจ้า”
                เวลาที่พระสงฆ์ยกถ้วยพระโลหิต เราต้องระลึกเสมอว่า พระโลหิตล้ำค่าที่พระเยซูเจ้าทรงหลั่งบนเขากัลวารีโอนั้นบรรจุอยู่ในถ้วยกาลิสก์ เราจึงควรถวายสรรเสริญพระเจ้าและถวายความปรารถนาความต้องการของเราพร้อมกับพระสงฆ์ ให้เราระลึกถึงตัวเราเอง บาปของเรา ความต้องการของเรา คนที่เรารัก วิญญาณในไฟชำระ ทูลถวายทั้งหมดนี้ไปพร้อมกับถ้วยพระโลหิต ที่ได้รับการถวายแด่พระเจ้าในพิธีบูชาขอบพระคุณที่ประกอบขึ้นในขณะนั้นทั่วทุกหนทุกแห่งของโลก
                ใครก็ตามที่แสดงออกถึงความไม่เคารพ หรือ การขาดความสำรวมในขณะที่พิธีอยู่ในช่วงของความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนี้ สมควรจะได้รับคำประณาม ในช่วงเวลานี้เราจึงควรอยู่ในพิธีโดยตลอดไม่สมควรที่จะออกจากวัดปล่อยให้พระเจ้าต้องสละชีวิตเป็นบูชาเพื่อเราต้องถูกละทิ้ง ถ้ามีความจำเป็นจะต้องออกจากวัดอย่างน้อยก็ควรรอให้ถึงช่วงของการรับศีลมหาสนิทเสร็จแล้ว

                จงจำไว้ว่า เพียงวันเดียวที่ท่านไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ มีค่าเท่ากับเป็นพันวันสำหรับท่าน การทำงานตลอดวันหรือตลอดอาทิตย์ หรือแม้แต่ตลอดทั้งปีไม่มีคุณค่าเทียบเทียมได้เท่ากับการไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณอย่างตั้งใจแม้เพียงครั้งเดียว

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธฺ 2015


พี่น้องที่รัก
                เทศกาลมหาพรตได้เริ่มขึ้นแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันพุธรับเถ้าที่ผ่านมา การรับเถ้าเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเทศกาลมหาพรต ซึ่งเป็นช่วงเวลา 40 วัน ที่พระศาสนจักรปรารถนาให้เราคริสตชนทุกคนได้ฝึกฝน การเจริญจิตภาวนา การเสียสละบริจาคทาน การพลีกรรมใช้โทษบาป ด้วยการถือศีลอดอาหาร ซึ่งเป็นหนทางแห่งการฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง บำเพ็ญกาย บำเพ็ญใจ ให้บรรลุถึงคุณธรรมขั้นสูง คือการครองตนในวัตรปฏิบัติที่งดงามเคร่งครัดกับตัวเอง ตัดความปรารถนาใดๆที่เป็นลู่ทางแห่งการยึดติดในกระแสของโลกวัตถุ ออกจากชีวิตของเรา มุ่งพัฒนาชีวิตจิตของเราให้แน่วแน่ในการแสดงความรัก และการแบ่งปันต่อเพื่อนพี่น้อง
                แนวทางเช่นนี้แหละที่ช่วยฝึกพัฒนาชีวิตจิตของเราให้เข้มแข็งในคุณธรรมความดี มั่นคงในพระธรรมบัญญัติของพระเจ้า ให้พระเจ้าเข้ามามีพื้นที่ในชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเราจะได้ตายต่อความปรารถนาอันเป็นกิเลสตัณหาของเรามากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

พ่อสุพจน์

ความมหัศจรรย์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ
(ต่อจากคราวที่แล้ว)
บทที่ 7
ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณอย่างไรจึงได้รับผลบุญเอนกอนันต์

                1. เงื่อนไขประการสำคัญของการร่วมในพิธีบูชาขอบพระคุณคือ มีพื้นฐานความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของพิธีบูชาศักดิ์สิทธิ์ และ พระพรมากมายที่พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดให้ และเพื่อให้เราเข้าใจในทุกแง่มุม เราจึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างตั้งใจหลายๆครั้ง
                พิธีบูชาขอบพระคุณที่เราเห็นภายนอกนั้น เป็นพระธรรมล้ำลึกยิ่งใหญ่ สติปัญญาของเรามนุษย์นั้นยากแท้จะหยั่งถึงและเชื่องช้าเกินกว่าที่จะเข้าใจ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้บ่อยๆ และ พิจารณาไตร่ตรองอย่างจริงจังถึงข้อความที่เขียนอธิบายไว้ การเข้าร่วมพิธีบุชาขอบพระคุณด้วยความเข้าใจและด้วยจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาจะช่วยเราให้ได้รับพระพรมากขึ้นนับร้อยเท่า มากกว่าการเข้าร่วมพิธีเป็นพันครั้งโดยขาดความตั้งใจ และปราศจากความรู้ถึงความหมายของพิธีบูชาขอบพระคุณ
                2. สิ่งที่เราทุกคนพึงปฏิบัติและถือว่าเป็นกฎที่ต้องถืออย่างเคร่งครัดคือ การมาถึงวัดก่อนที่พิธีบูชาขอบพระคุณจะเริ่มสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อที่จะเตรียมตัวเราให้พร้อมทั้งจิตใจและร่างกาย ก่อนที่พระสงฆ์จะแห่ออกมายังพระแท่นบูชา และ เพื่อที่จะไม่เป็นที่รบกวนสมาธิและความตั้งใจในการร่วมพิธีของพี่น้องท่านอื่น
                3. เราควรร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณด้วยจิตใจที่พร้อมจะถวายชีวิตของเราพร้อมกับเครื่องบูชาที่พระสงฆ์เป็นผู้ถวายบนพระแท่น ยิ่งไปกว่านั้น เราควรตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในพิธีดังกล่าว และมอบถวายความตั้งใจนี้พร้อมๆกับพิธีบูชาขอบพระคุณที่กำลังได้รับการถวายอยู่ทั่วโลกในเวลาเดียวกันนั้น โดยวิธีนี้แหละที่ทำให้เรามีส่วนในการได้รับการแบ่งปันพระพรจะพิธีบูชาขอบพระคุณจำนวนมากอีกด้วย
                4. เราจะเห็นได้ว่า เครื่องหมายกางเขนนั้นปรากฏอยู่ทั้งที่พระแท่นบูชา ที่เสื้อกาซูลาอาภรณ์ที่พระสงฆ์สวมใส่ นอกจากนี้พระสงฆ์ยังเริ่มพิธีบูชาขอบพระคุณด้วยเครื่องหมายกางเขน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราเข้าใจชัดเจนว่า พิธีบูชาขอบพระคุณนั้นแท้ที่จริงแล้วคือการถวายบูชาไถ่บาปบนกางเขนนั้นเอง หมายความว่าในพิธีบูชาขอบพระคุณนั้น พระเยซูคริสตเจ้าถูกตรึงและหลังพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์และสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เราจึงควรตระหนักรู้ว่าเรามาร่วมเป็นสักขีพยานของความตายเพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ที่เชิงกางเขนนั้นเอง(ยังมีต่อ)
................................................................................................................................

พี่น้องที่รัก
พระวาจาของพระเจ้าในสัปดาห์นี้ ได้ให้บทเรียนและแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันสำหรับเราหลายประการ
ประการแรก เราต้องใช้เวลาในเทศกาลมหาพรตในการฟื้นฟูชีวิตของเรา ตลอดหกสัปดาห์ในเทศกาลมหาพรตต้องเป็นช่วงเวลาที่เราเอาจริงเอาจังในการใช้โทษบาปและภาวนา ชำระจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์จากความโน้มเอียงในทางบาปต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกปัสกาพร้อมกับพระเยซูเจ้า ดังนั้น เทศกาลมหาพรตควรเป็นช่วงเวลาแห่งการไตร่ตรองตนเองในฐานะคริสตชน ในการนำสิ่งที่พระวรสารท้าทายเราทั้งด้านความคิด คำพูดและการกระทำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพื่อนร่วมงานและบุคคลต่างๆ ที่เราพบเห็น
ประการที่สอง เราต้องใช้เวลาในเทศกาลมหาพรตทำให้ชีวิตฝ่ายจิตเจริญเติบโต อาทิ การมาร่วมมิสซาประจำวัน การภาวนาส่วนตัวให้มากขึ้น การอ่านและรำพึงพระวาจาของพระเจ้า การลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ การพนันและยาเสพติดทุกชนิด การมารับศีลอภัยบาปและร่วมพิธีเดินรูปสิบสี่ภาคทุกวันศุกร์ การอดสิ่งฟุ่มเฟือยเพื่อออมเงินสำหรับช่วยเหลือสังคมและงานสาธารณะกุศล หรือการเยี่ยมเยียนคนป่วยและงานเมตตากิจต่างๆ เป็นพิเศษ
ประการที่สาม เราต้องใช้เวลาในเทศกาลมหาพรตต่อสู้กับความโน้มเอียงไม่ดีต่างๆ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการทดลองและความชั่วที่ยั่วยวนเรา พระเยซูเจ้าไม่ได้ชนะปีศาจในถิ่นทุรกันดาร แต่พระองค์ทรงชนะมันในการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน มหาพรตจึงเตือนใจเราให้พยายามที่จะเอาชนะความโน้มเอียงไม่ดีในตัวเราและความชั่วที่อยู่รอบตัวเรา โดยไม่สิ้นหวังหรือเลิกล้มความตั้งใจ พระเยซูเจ้าได้ให้ความมั่นใจกับเราว่า พระจิตเจ้าจะประทานพลังให้เราสามารถเอาชนะมันในที่สุด
พี่น้องที่รัก เราได้เข้าสู่เทศกาลมหาพรตแล้ว เราควรใช้เวลาตลอด 6 สัปดาห์ในการภาวนา การอดอาหารและการให้ทาน เพื่อการชำระจิตใจและฟื้นฟูชีวิตของเราในการติดตามองค์พระคริสตเจ้า นำเราให้มีชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระองค์ เราถูกเรียกให้ก้าวไปข้างหน้าและฉายแสงแห่งความเชื่อวางใจ การรับใช้และแสดงเมตตาจิตต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางการภาวนาและการพลีกรรมใช้โทษบาป พระวรสารวันนี้บอกเราว่า นี่เป็นเวลาที่เราจะต้องหันมาหาพระเจ้า เพราะอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว  เราต้องสำนักผิด กลับตัวกลับใจเปลี่ยนแปลงตนเองจากวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่างๆ  เชื่อและเจริญชีวิตตามคุณค่าพระวรสารในชีวิตประจำวัน ในความรักเมตตาต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง เป็นต้น ในครอบครัว สังคม หมู่คณะ ละแวกบ้าน และชุมชนของเรา

คพ.พงษ์เกษม

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015

พิจารณาไตร่ตรองประเด็นเด่นจากสาส์นมหาพรต ปี 2015/2558
ของ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
“จงทำจิตใจให้เข้มแข็งเถิด” (ยก 5:8)
โดย คุณพ่อเฉลิม กิจมงคล

            เทศกาลมหาพรตเป็นเวลาฟื้นฟูชีวิตสำหรับพระศาสนจักรทั้งหมด สำหรับแต่ละชุมชน และสำหรับทุกบุคคล ข้อความเริ่มต้นของสาส์นปีนี้ทำให้คริสตชนทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องหันกลับมาพิจารณาตนเอง ในฐานะเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนที่ตนสังกัดอยู่ อีกทั้งยังมีความเป็นคาทอลิกที่มีสายใยกับสมาชิกของพระศาสนจักรทั่วโลก มิติความเป็นสากลนี่เอง ต้องทำให้คริสตชนรู้สึกอบอุ่นและเป็นหนึ่งเดียวกับสมาชิกทั่วโลกอีกประมาณกว่า 1000 ล้านคน
                มหาพรตเป็นช่วงเวลาเฉพาะซึ่งมีระยะเวลา 40 วัน ที่ชวนให้ระลึกถึงประวัติศาสตร์แห่งความรอด ซึ่งระบุว่าโมเสสและเอลียาห์ได้พบปะกับพระเป็นเจ้าบนภูเขาเป็นเวลา 40 วัน ชาวอิสราแอลประชากรของพระเจ้า ใช้เวลารอนแรมอยู่ในที่เปลี่ยวถึง 40 ปี และที่สำคัญคือ เป็นโอกาสให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ผู้ที่เคยทรงจำศีลอดอาหาร 40 วันในที่เปลี่ยว อย่างไรก็ตาม เราต้องข้ามผ่านด้านช่วงเวลาไปสู่จิตตารมณ์มหาพรต ซึ่งเป็นเวลาฟื้นฟูชีวิต คำนึงถึงช่วงการเดินทางของชีวิตฝ่ายจิต ซึ่งในเทศกาลมหาพรตนี้ พระศาสนจักรเชิญชวนให้ไตร่ตรองกิจศรัทธา 3 เส้า คือ การสวดภาวนา การให้ทาน และการอดอาหาร อันเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าในการพิจารณาไตร่ตรองชีวิต ที่จะช่วยให้มีส่วนร่วมในการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพในวันฉลองปัสกาปีนี้ อีกทั้งเป็นการเตรียมตัวไปสู่การฉลองปัสกานิรันดรกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงชัยด้วย
                มหาพรตยังเป็นช่วง “เวลาแห่งพระหรรษทาน”(2คร 6:2)ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง เพราะในสภาพสังคมปัจจุบัน เรามนุษย์มักลืมไปว่า สิ่งต่างๆที่เรามีหรือเป็นอยู่ในขณะนี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ได้รับมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น ยิ่งมนุษย์มีความสามารถในการผลิตสิ่งต่างๆ ที่เป็นนวตกรรมใหม่ๆขึ้นมา ยิ่งทำให้มนุษย์หลงตนเองคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ จนกระทั่งลืมพระเจ้าไป อันที่จริง พระเป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดเรา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราแต่ละคนมีที่ในดวงพระหฤทัยของพระองค์ พระองค์ทรงรู้จักชื่อเรา รู้จักความเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงสร้างเรามาแบบไม่ซ้ำกัน พระองค์ทรงใส่พระทัยเรา ทุกครั้งที่เราหลงทางหรือทอดทิ้งพระองค์ไป พระองค์ทรงเป็นผู้เริ่มต้นก่อน เปิดโอกาสให้เราได้กลับมาหาพระองค์ ในพระวัติศาสตร์แห่งความรอด เราค้นพบว่าแทนที่มนุษย์จะกลับใจ แต่เป็นพระเป็นเจ้าต่างหากที่เปลี่ยนพระทัย
                ประสบการณ์ของมนุษย์ประการหนึ่งที่เราคุ้นชินคือ เมื่อเรามีสุขภาพดีและกินอยู่สบาย เรามักลืมคนอื่น เราไม่ใส่ใจว่าใครมีปัญหาอะไร ใจเราเย็นชาต่อความทุกข์หรือความอยุติธรรมที่คนอื่นได้รับ ยิ่งเราไม่เจ็บไข้ได้ป่วยและสะดวกสบาย เรายิ่งไม่คิดถึงคนที่ด้อยกว่าเราที่อยู่ชายขอบของสังคม ในสาส์นมหาพรตปีนี้ พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงห่วงใย และเกรงว่าคริสตชนจะติดเชื้อโรคโลกาภิวัตน์แห่งความเย็นชา เพิกเฉย ด้วยว่าในขณะนี้ ความไม่ใส่ใจใยดี การไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อความเป็นไปในชีวิตของผู้อื่น การไม่อนาทรร้อนใจในความทุกข์ของผู้อื่น กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก ค่านิยมด้านลบนี้กำลังเกี่ยวโยงและมีผลกระทบต่อชีวิต ซึ่งก่อให้เกิดทัศนคติที่เห็นแก่ตัวไปทั่วทั้งโลก อันที่จริง เราตระหนักดีว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนกระทั่งประทานพระบุตรของพระองค์ ซึ่ง “แม้ว่าพระองค์ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงถือว่า ศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้นเป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ทรงรับสภาพดุจทาส เป็นมนุษย์ดุจเรา ทรงแสดงพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์ ทรงถ่อมพระองค์จนถึงกับยอมรับความตาย เป็นความตายบนไม้กางเขน”(ฟป2:6-8) สุดยอดแห่งความรักของพระองค์ คือการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพ ซึ่งเป็นการเปิดประตูระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ และระหว่างสวรรค์และนรก ปัจจุบันนี้พระศาสนจักรก็ทำให้การเปิดประตูดังกล่าวนี้เป็นปัจจุบัน ด้วยการประกาศพระวาจาให้ทราบถึงประวัติศาสตร์แห่งความรอด ที่พระเจ้าทรงกระทำต่อมนุษย์เสมอมา ด้วยการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยเฉพาะศีลมหาสนิทเพื่อมวลมนุษย์จะได้สัมผัสผลแห่งการไถ่กู้หรือการเปิดประตูช่วยให้รอดพ้น อีกทั้งด้วยการดำเนินชีวิตเชิงประจักษ์ ทำให้ความเชื่อนั้นสัมผัสได้ อาศัยกิจกรรมแห่งความรักต่างๆ(เทียบ กท5:6)
                ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นนี้ คริสตชนทุกคนจะต้องทำการฟื้นฟูจิตใจอย่างเข้มข้นในเทศกาลมหาพรต เพราะจิตใจเป็นกลไกสำคัญที่จะบันดาลให้เกิดการกระทำต่างๆ จิตใจของแต่ละคนต้องได้รับการชำระให้หลุดพ้นจากเชื้อโรคที่ไม่ใยดีต่อผู้อื่น ที่ทำให้มัวแต่สาละวนอยู่แต่เรื่องของตนเองอย่างเดียว พระสันตะปาปาทรงเสนอกระบวนการไตร่ตรอง เพื่อการฟื้นฟูจิตวิญญาณดังนี้
                1.มิติด้านพระศาสนจักร พระองค์ทรงย้ำเตือนว่า “ถ้าอวัยวะหนึ่งเป็นทุกข์ อวัยวะอื่นๆทุกส่วนก็ร่วมเป็นทุกข์ด้วย”(1คร12:26) มหาพรตจึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องเปิดโอกาสให้พระคริสตเจ้าสวมใส่ชีวิตเรา ด้วยความรัก ความดีงามและความเมตตาของพระองค์ ซึ่งจะเข้าไปชำระล้างและทำลายการคิดถึงและสนใจแต่เรื่องส่วนตัวจนกระทั่งไม่ใยดีต่อผู้อื่น พระองค์ให้ข้อคิดจากพิธีล้างเท้าในคืนวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ว่า “ถ้านักบุญเปโตรไม่ต้องการให้พระองค์ทรงล้างเท้าก็เท่ากับว่า เปโตรก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระองค์”(ยน13:8) โดยเฉพาะในภารกิจแห่งการรับใช้ผู้อื่น เทศกาลมหาพรตจึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องอนุญาตให้พระคริสตเจ้าทรงล้างเท้าและทรงให้บริการเรา โดยผ่านทางการรับฟังพระวาจาและรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยเฉพาะศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า และเมื่อเราอยู่ในร่างกายของพระองค์แล้ว หัวใจเราก็จะไม่มีที่ให้แก่การไม่ใส่ใจใยดีต่อผู้อื่น ทุกข์และสุขของเพื่อนพี่น้องที่อยู่ในพระรหัสกายเดียวกันกับพระคริสตเจ้า ก็จะกลายเป็นทุกข์และสุขของเราแต่ละคนด้วย
                พระศาสนจักรคือความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวของผู้ศักดิ์สิทธิ์ และของเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเช่น ความรักของพระเจ้า ที่พระคริสตเจ้านำมาเปิดเผยแก่เรา รวมถึงพระพรนานาประการ ดังนั้น ผู้ที่ได้รับความรักและพระพรต่างๆเหล่านั้น ต้องไม่เก็บไว้กับตนหรือทำตนเป็นเจ้าของและยึดเป็นของตน แต่ต้องแบ่งปันแก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือผู้ที่พระพรของพระเจ้าไปไม่ถึง ต้องสำนึกว่าความรักและพระพรที่รับเหล่านั้น พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เรานำไปทำให้แผนการแห่งความรอดของพระองค์สำเร็จไป
                2.มิติด้านวัดและชุมชน พระองค์ทรงเชิญชวนให้ไตร่ตรองประโยคจากพระคัมภีร์ที่ว่า “น้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน”(ปฐก4:9) โดยตั้งประเด็นให้เราถามตนเองว่า เราแต่ละคนที่เป็นส่วนหนึ่งในพระรหัสกายของพระคริสตเจ้า มีความสำนึกไหมว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายนี้ ถ้าสำนึกและเชื่อจริงแล้ว เราคิดไหมว่าสิ่งที่ได้รับมานั้น มาจากพระเจ้าผู้ที่ประสงค์ให้เราแบ่งปันแก่ผู้อื่น เราทำตนเช่นเศรษฐีที่อยู่สุขสบายส่วนตัว โดยไม่ใยดีต่อลาซารัสที่อยู่หน้าประตูชีวิตของเราแต่ละวันหรือไม่(ลก16:19-31) ในสังคมปัจจุบัน ผู้ที่มีชีวิตเช่นลาซารัสมีจำนวนมากมาย ทั้งอ่อนแอ ยากจนและแทบไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และที่ทำให้เราต้องคิดหนักคือ ขนาดสุนัขยังเห็นศักดิ์ศรีของลาซารัสและเลียแผลให้ แต่เศรษฐีไม่ได้เหลียวแลเลย เศรษฐีคนนั้นไม่ได้รับการเอ่ยชื่อในเนื้อเรื่องซึ่งน่าจะเป็นใครก็ได้ อาจเป็นเราก็ได้ใช่หรือไม่ และยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น หากเราเป็นเช่นกาอินที่ฆ่าน้องชายแล้วยังทำเป็นไม่รู้จักและไม่ใยดี ขนาดพระเจ้าทรงถามเขาว่า “น้องชายของเจ้าอยู่ไหน”(ปฐก.4:9) เขายังกล้าตอบเลยว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลน้องหรือ”(ปฐก4:9) เพื่อช่วยให้เรามีสำนึกที่จะใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้บังเกิดผลอย่างสมบูรณ์ พระสันตะปาปาทรงเสนอแนะวิธี 2 ประการ

ประการแรก ให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรในสวรรค์ อาศัยการภาวนา เพราะในขณะที่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่พบความบริบูรณ์ในพระเจ้า เราก็ร่วมในความสนิทสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้ความรักเอาชนะความไม่สนใจใยดี อันที่จริง พระศาสนจักรในสวรรค์ยังไม่ได้มีชัยชนะอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากท่านเหล่านั้นมีความสุขกับการได้แยกตัวเองออกไป และหันหลังให้กับความทุกข์ทรมานที่ยังคงมีอยู่ในโลกนี้  แต่ทว่าบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ยังคงเป็นเพื่อนร่วมทางกับเราบนเส้นทางแห่งการจาริกบนโลกนี้ จนกระทั่งชัยชนะแห่งความรักจะซึมซับไปทั่วทุกสัดส่วนของโลกทั้งหมด นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูจึงได้ตั้งปณิธานว่า “ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างเต็มที่ว่า ข้าพเจ้าจะไม่อยู่นิ่งเฉยในสวรรค์ ความปรารถนาของข้าพเจ้าคือ ทำงานต่อไปเพื่อพระศาสนจักรและเพื่อวิญญาณ” (จดหมายฉบับที่ 254 เขียนวันที่ 14 กรกฎาคม 1897)
                พระพรและความยินดีของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ในขณะนี้เป็นความชื่นชมยินดีในชัยชนะของพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนชีพ ท่านเหล่านั้นจะส่งพระพรและพลังดังกล่าว เพื่อช่วยให้เราได้พยายามดิ้นรน ต่อสู้ และเอาชนะการรู้สึกไม่ใส่ใจใยดีและดวงใจที่แข็งกร้าวทั้งหลาย
                ประการที่สอง เราต้องสร้างสำนึกว่า เราทุกคนที่เป็นสมาชิกของพระศาสนจักรมีธรรมชาติเป็นธรรมทูต ทุกคนและทุกชุมชนคริสตชนต้องตระหนักว่า เราถูกส่งให้ออกไปสู่สังคมที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะบรรดาผู้ยากจน พันธกิจด้านธรรมทูตนี้จะต้องปรากฏออกมาในชีวิตเชิงประจักษ์ที่เพียรทน ความรักที่แท้จริงต้องเป็นพลวัตรไม่อยู่นิ่งเฉย แต่จะเป็นพลังที่ส่งไปถึงมนุษย์ทุกคน เราต้องตระหนักและมั่นใจว่า พระคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนพระชนมชีพเพื่อมวลมนุษย์ทั้งสิ้น เรายังต้องเตือนสติบุคคลอื่นให้มีความสำนึกแบบเดียวกันกับเรา แต่เราจำเป็นต้องมีชีวิตเชิงประจักษ์ก่อน ความสำนึกอีกประการหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้างมาให้ทุกคน ทุกคนจึงมีสิทธิเป็นเจ้าของ กล่าวคือเป็นของทุกคน บุคคลที่มีมากกว่าผู้อื่นและมีมากเกินความจำเป็น ผู้นั้นต้องมีสำนึกว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นของผู้อื่นที่กำลังขาดแคลนสิ่งที่จำเป็น แต่พระเจ้าทรงฝากไว้ที่เขา เขาจึงต้องนำไปคืนแก่เพื่อนพี่น้องที่ขัดสน การทำบุญให้ทานแก่ผู้ที่ขาดสิ่งจำเป็น จึงมิใช่เรื่องอะไรใหญ่โต เป็นเพียงแต่นำสิ่งที่ควรเป็นของเขา ไปคืนให้แก่เขาเท่านั้น
                พระสันตะปาปายังทรงเชิญเราคริสตชน ให้ทำตนเป็นหมู่เกาะแห่งความเมตตากรุณา ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งการไม่ใส่ใจใยดีต่อกัน ให้เราตอบสนองพระองค์ ด้วยการสร้างหมู่คนที่มีชีวิตเช่นพระคริสตเจ้า ผู้ที่พระสันตะปาปาพระองค์นี้ทรงสะท้อนภาพในชีวิตของพระองค์ และให้เราเกาะเกี่ยวกันให้แน่น เป็นพลังที่จะทำให้พระวรสารกลายเป็นความชื่นชมยินดีของผู้ที่อยู่ชายขอบสังคม
                3. มิติด้านปัจเจกบุคคล พระองค์ทรงเชิญชวนให้ไตร่ตรองประเด็นของสาส์นมหาพรตปีนี้ว่า “จงทำจิตใจให้เข้มแข็งเถิด” (ยก 5:8) เพราะเรามักถูกทำให้รู้สึกว่า มีความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมากมายจนทำให้เรารู้สึกสิ้นหวัง และไม่สามารถช่วยเหลือได้หมด
                ประการแรก เราต้องไม่ลดคุณค่าและอำนาจของการภาวนา เพราะการภาวนาทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวของพระศาสนจักรในสวรรค์และในโลกเกิดพลัง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเชิญชวนให้พระศาสนจักรใช้เวลา 24 ชั่วโมงเพื่อพระคริสตเจ้า ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคมนี้
                ประการที่สอง เราต้องเริ่มแสดงความห่วงใยด้วยกิจการแห่งความรักที่แม้เล็กน้อย แต่สามารถจับต้องได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือผู้ที่อยู่ห่างไกล ผ่านองค์กรการกุศลมากมายของพระศาสนจักร
                ประการที่สาม เราต้องกลับใจและเปลี่ยนแปลงชีวิตเพราะความทุกข์และความขัดสนของผู้อื่นต้องทำให้นึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิต เราไม่อาจวางใจในวัตถุสิ่งของ แต่ต้องมอบความไว้ใจในพระเจ้า และในบางกรณีเราอาจต้องพึ่งพาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หากเราถ่อมตนวิงวอนขอพระหรรษทานจากพระเจ้าและยอมรับข้อจำกัดของเรา เราจะไว้ใจในความสามารถที่ไร้ขอบเขตซึ่งพระเจ้าจะประทานให้เรา เราสามารถต่อต้านกับการผจญของปีศาจที่ทำให้เราคิดว่า เราสามารถช่วยโลกและตัวเองให้รอดพ้นด้วยความพยายามของเรา
                พระสันตะปาปาเชิญชวนเราให้ดำเนินชีวิตตามคำแนะนำของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 16 ว่าด้วยเรื่องความแตกต่างในกิจเมตตาธรรมของพระศาสนจักร ตามพระสมณสาส์น “พระเจ้าคือองค์ความรัก” ข้อที่ 31 ด้วยว่าหัวใจที่มีเมตตามิใช่ที่อ่อนแอ ใครก็ตามที่ปรารถนาจะเป็นผู้เมตตา จะต้องมีหัวใจที่เข้มแข็งและมั่นคง และต้องไม่ลืมว่า หัวใจที่ยากจนนั้นจะตระหนักถึงความยากจนของตนเอง และจะมอบตนเองให้แก่ผู้อื่นด้วยใจอิสระ
                ระหว่างมหาพรตปีนี้ ขอให้เราสวดเร้าวิงวอนพระคริสตเจ้า โปรดบันดาลให้ใจของเราละม้ายคล้ายคลึงกับดวงพระหฤทัยของพระองค์ เพื่อจิตใจของเราจะได้เข้มแข็ง เมตตา ใจกว้างไม่ปิด ไม่เป็นเหยื่อและไม่ใยดีต่อโลกาภิวัตน์ที่ไม่ใยดีต่อผู้อื่น

                พระสันตะปาปาสัญญาจะภาวนาเพื่อให้เทศกาลมหาพรตปีนี้ เกิดประโยชน์ฝ่ายจิตแก่ทุกคน ทุกชุมชน และทั่วพระศาสนจักรผู้มีความเชื่อ และดังเช่นทุกครั้งที่จะจบการปราศรัย พระองค์ขอให้เราภาวนาเพื่อพระองค์ด้วย
............................................................................................................
พี่น้องที่รัก
ท่านอยากหายเป็นปกติหรือเปล่า? เป็นคำถามที่พระเยซูทรงถามเราทุกคนในวันนี้ที่เรามานมัสการพระองค์ทุกวันอาทิตย์ระหว่างช่วงเวลาเทศกาลที่เต็มไปด้วยความปีติในเยรูซาเล็ม พระผู้ช่วยให้รอดทรงละจากฝูงชนออกเสาะหาผู้ที่ขัดสนที่สุด พระองค์พบพวกเขาที่เบธไซดา สระน้ำที่มีศาลาห้าหลังที่ริมประตูแกะซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นที่รวมของคนทุกข์ยากจำนวนมากพระกิตติคุณของนักบุญยอห์นสอนเราว่าใกล้สระน้ำนั้น “มีคนป่วยจำนวนมาก มีทั้งคนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่ คอยน้ำกระเพื่อม“เพราะมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้าลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว และเมื่อน้ำกระเพื่อมอยู่ ใครก้าวลงไปในน้ำก่อนก็จะหายจากโรคร้ายที่เขาเป็นอยู่นั้น” (ยอห์น 5:3–4)
การมาเยือนของพระผู้ช่วยให้รอดถูกพรรณนาไว้อย่างสวยงามในภาพวาดของคาร์ล บล็อค ชื่อภาพว่า พระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยที่เบธไซดา บล็อควาดภาพพระเยซูกำลังยกกันสาดชั่วคราวขึ้นเพื่อมองเห็น “คนป่วยคนนั้น” (ยอห์น 5:7) ผู้นอนอยู่ใกล้สระและรอคอย คำว่า คนป่วย ในที่นี้หมายถึงคนที่หมดกำลังและเน้นให้เห็นถึงพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณของพระผู้ช่วยให้รอด ผู้เสด็จมาอย่างเงียบๆ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจแก่คนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ในภาพวาดนี้ ชายผู้ทุกข์ยากนอนในร่มเงาบนพื้น เหน็ดเหนื่อยสิ้นหวังจากการทนทุกข์ในความเจ็บป่วยเป็นเวลาถึง 38 ปี
ขณะที่พระผู้ช่วยให้รอดยกผ้าคลุมขึ้นมือหนึ่ง พระองค์กวักมือเรียกอีกข้างหนึ่ง และถามตรงๆ ว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?”สำหรับชายคนนี้แล้วดูเหมือนว่าเป็นการท้าทายที่เป็นไปไม่ได้ แต่พระเยซูทรงตอบอย่างลึกซึ้งและเหนือความคาดหมายว่า“ลุกขึ้นเถิด จงยกแคร่ของท่านเดินไป “ทันใดนั้นเขาก็หายเป็นปกติและยกแคร่ของเขาเดินไป” (ยอห์น 5:8–9)
มีอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับความอ่อนโยนนี้ ลูกาบอกเราว่าพระผู้ช่วยให้รอดขณะที่เดินทางไปยังเยรูซาเล็ม ทรงพบคนโรคเรื้อน 10 คน เพราะการเจ็บป่วยของเขา พวกเขา “ยืนอยู่แต่ไกล” (ลูกา 17:12) พวกเขาถูกขับไล่ ไม่สะอาดและไม่เป็นที่ต้องการพวกเขาร้องขึ้น “เยซู นายเจ้าข้า โปรดเมตตาเราเถิด” (ลูกา 17:13) ถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ “มีอะไร ที่พระองค์จะช่วยพวกเราบ้างได้ไหม?”แพทย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ เต็มไปด้วยสงสาร และยังรู้ว่าศรัทธาจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ดังนั้นพระองค์จึงบอกพวกเขาว่า “จงไปสำแดงตัวต่อพวกปุโรหิตเถิด” (ลูกา 17:14)
เมื่อเขาจากไปโดยศรัทธา ปาฏิหาริย์จึงเกิดขึ้น พวกท่านจินตนาการได้ไหมถึงปีติที่เปี่ยมล้นในแต่ละย่างก้าว เมื่อเขาได้รับพยานในช่วงเวลานั้นจริงๆ เมื่อร่างกายถูกชำระให้สะอาด การรักษาให้หาย และได้รับการฟื้นฟูต่อหน้าต่อตา?“คนหนึ่งในพวกนั้นเมื่อเห็นว่าตัวเองหายโรคแล้ว จึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง“และกราบลงที่พระบาท [ของพระอาจารย์] ขอบพระคุณพระองค์ แล้ว พระเยซูตรัสกับคนนั้นว่า จงลุกขึ้นและไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายปกติแล้ว” (ลูกา 17:15–16, 19)
ท่านจำได้ไหมเมื่อท่านศรัทธาและความปีติของท่านก็ล้นปรี่ ท่านจำพระได้ในขณะที่ท่านพบประจักษ์พยานด้วยตัวของท่านเอง เมื่อพระผู้เป็นเจ้ายืนยันกับท่านว่าท่านเป็นบุตรหรือธิดาของพระองค์และพระองค์ทรงรักท่านมากท่านก็รู้สึกว่าหายเป็นปกติ หากช่วงเวลานั้นหายไป ท่านจะหาพบได้อีกเป็นพระองค์ที่เป็นพระผู้ช่วยให้รอดทรงแนะนำเราว่าทำอย่างไรจึงหายเป็นปกติ สมบูรณ์ หรือรักษาหาย 
“จงกลับมาติดตามเรา” (ลูกา 18: 22) เชื้อเชิญให้เราทิ้งชีวิตเก่าและความปรารถนาฝ่ายโลกไว้เบื้องหลังและมาเป็นคนใหม่ผู้ซึ่ง “สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป และ นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 โครินธ์ 5:17) แม้ด้วยหัวใจดวงใหม่ที่ซื่อสัตย์ และเราจะหายเป็นปกติ
คพ.พงษ์เกษม

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2015

พี่น้องที่รัก
                พิธีสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ที่กรุงโรม      เท่าที่ทราบมีคริสตชนคาทอลิกชาวไทย เดินทางไปร่วมในพิธีดังกล่าวเป็นจำนวนกว่าร้อยคน น่าชื่นชมยินดีกับพี่น้องเหล่านี้ที่มีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสกับบรรยากาศและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่สง่างามน่าประทับใจด้วยตาตัวเอง แต่สำหรับพี่น้องที่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมพิธีดังกล่าวได้ ก็สามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดพิธีการแต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่ครั้งนี้ได้ทาง ทรูวิชั่นส์ TNN 24 โดยมีการถ่ายทอดสดสองวันตามช่วงเวลาต่อไปนี้คือ
                วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ถ่ายทอดสดพิธีสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ เริ่มเวลา 15.45น. เป็นต้นไป
                วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ่ายทอดสดพิธีบูชาขอบพระคุณพระคาร์ดินัลใหม่ เริ่มเวลา 16.30 น. เป็นต้นไป
                นอกจากนี้สำหรับท่านที่ไม่สะดวกรับชมทาง ช่องทรูวิชั่นส์ TNN 24 ก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์ www.catholic.or.th ได้ตามวันและเวลาดังกล่าวครับ

พ่อสุพจน์

ความมหัศจรรย์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ
(ต่อจากคราวที่แล้ว)
บทที่ 6
พระเจ้าประทานรางวัลให้กับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์

                ชายเจ้าของร้านขายของในเมืองเล็กแห่งหนึ่งในประเทศไอร์แลนด์ อาศัยอยู่กับภรรยากับบุตรชายอีกหนึ่งคนในบ้านหลังหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีทรัพย์สินเงินทองมากนัก แต่ก็เป็นครอบครัวที่เชื่อมั่นศรัทธาในศาสนา เขาไปวัดบ่อยๆเท่าที่สามารถ
                มีพระสงฆ์องค์หนึ่ง สุขภาพไม่สู้ดีนัก เขาตกอยู่ในอาการไม่ปกติทางสมอง เนื่องจากต้องเรียนหนักเกินกำลัง เขาไม่สามารถแม้แต่จะปฏิบัติหน้าที่สงฆ์ได้เฉกเช่นสงฆ์ท่านอื่นๆ คุณพ่อผู้นี้เดินทางรอนแรมไปเรื่อยๆ ไม่มีที่อาศัยแน่นอน แต่กระนั้นท่านก็เป็นคนที่สุภาพอ่อนโยน ไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับใครๆ
                ชายเจ้าของร้านขายของผู้นั้นปรึกษากับภรรยาว่า อยากจะจัดห้องพักเล็กที่ยังเหลืออยู่ภายในบ้านหลังเก่าของเขาหลังนี้ให้เป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์ผู้นั้น และ จัดอาหารเลี้ยงดูท่าน พระสงฆ์ผู้นั้นน้อมรับความใจดีของครอบครัวนี้ และ เข้ามาพักอาศัยอยู่ด้วยเป็นเวลาหลายปีกับครอบครัวนี้  ท่านเดินทางไปๆมาๆตามอัธยาศัย
                ก่อนที่พระสงฆ์องค์นี้จะเสียชีวิต ท่านหายจากอาการเจ็บป่วย และ กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมอีกครั้ง  ท่านนั่งอยู่ในเตียงนอนของท่าน อธิษฐานภาวนาวิงวอนต่อพระเจ้าบ่อยๆ เพื่อขอพระโปรดประทานพระพรอันอุดมให้กับครอบครัวที่ดียิ่งนี้ ท่านภาวนาว่า “พระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดประทานพระพรมากล้นพ้นทวีให้กับครอบครัวนี้ ให้มากกว่าเป็นพันเท่ากับที่เขาได้อุปการะข้าพเจ้าซึ่งเป็นสงฆ์ของพระองค์เรื่อยมา ทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ” ไม่นานนักพระสงฆ์องค์นี้ก็ล่วงลับ
                สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังต่อมาก็คือ ร้านขายของร้านนี้ค่อย ๆ มีผู้คนจำนวนมากมาอุดหนุน ทำให้ฐานะของครอบครัวนี้มีความร่ำรวยมั่งคั่งกว่าแต่ก่อน ภายหลังบุตรชายของครอบครัวนี้ได้เป็นเศรษฐี ส่วนสามีภรรยาเจ้าของร้านได้มีอายุยืนถึงวัยชรา
                ใครก็ตามที่มีใจกว้างช่วยเหลือสนับสนุนสามเณรให้ได้รับการศึกษาจนบรรลุศักดิ์สงฆ์ จะได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ เพราะคงไม่มีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้ดีมากไปกว่าการที่จะมอบพระสงฆ์ดี ๆ สักองค์ให้กับพระเจ้า
                ไม่มีคนใดในโลกสามารถถวายพระเกียรติรุ่งโรจน์แด่พระเจ้าได้มากเท่ากับ พระสงฆ์ที่อุทิศตนทั้งครบทำงานรับใช้พระเจ้าตลอดชีวิต.....(ยังมีต่อ)
.......................................................................................................

 พี่น้องที่รัก
 ทุกคนต่างแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะพระองค์คือผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า  "ถ้าไม่มีความเชื่อแล้วจะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาหาพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่ขยันหมั่นเพียรแสวงหาพระองค์"  (ฮีบรู 11:6)
            ความเชื่อหรือความศรัทธา  อาจกล่าวได้ว่า คือทัศนคติของความไว้วางใจในสิ่ง ๆ หนึ่งของเรา ซึ่งความไว้วางใจนี้เอง ที่สื่อไปต่อให้เรายอมที่จะให้สิ่ง ๆ นั้นทำหน้าที่ของมัน เพื่อเรา เราทุกคนต่างมอบความเชื่อให้กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราอยู่ทุกวัน ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามอบความเชื่อของเราให้กับเก้าอี้สักตัวหนึ่ง เราจึงจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยความไว้วางใจว่ามันจะทำหน้าที่ของมัน คือให้เราได้นั่งอย่างสบาย ๆ อยู่บนตัวของมัน สรุปก็คือเราได้นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความเชื่อ เราไม่ได้นั่งอยู่บนความเชื่อด้วยเก้าอี้ ความเชื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เราก้าวไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับบางสิ่งบางอย่างไม่ว่ากับคน สัตว์หรือสิ่งของ จากตัวอย่างข้างต้นนี้เอง การที่เรานั่งอยู่บนเก้าอี้ก็คือเป็นเรื่องของการแสดงออกถึงความเชื่อของเรา
            ความเชื่อในพระคริสต์นั้นคือสมการตัวตั้งของความไว้วางใจของเราที่มีในพระองค์ เพื่อที่เราจะยอมให้พระองค์ทรงกระทำการต่าง ๆ เพื่อเรา และหลักฐานแห่งการมีความเชื่อของเราไม่ใช่มองเห็นได้จากสิ่งที่เรากำลังทำเพื่อถวายพระเจ้า ทุกสิ่งจริง ๆ แล้วคือสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำให้แก่เราทั้งนั้น เมื่อความเชื่อของเรามีมาก สิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำให้เราย่อมมีมากตามไปด้วย ยิ่งเราได้เข้าหาและรู้จักพระเยซูคริสต์มากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งย่อมจะไว้วางใจพระองค์มากขึ้นเท่านั้น เราย่อมจะยิ่งได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น นั่นแหละคือความหมายของความเชื่อจากในจดหมายถึงโรม (10:17) ได้กล่าวไว้ ว่า"ความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็โดยการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็โดยพระวจนะของพระเจ้า" เรารู้จักพระเจ้าผ่านจากประสบการณ์มากมายที่เรามีกับพระองค์ อย่างไรก็ตามประสบการณ์เหล่านั้นต้องไม่ใช่เรื่องที่นอกเหนือแยกออกไปจากพระวจนะของพระองค์ที่มีกล่าวไว้  เพราะเราไม่ได้อ่านพระคัมภีร์เพื่อที่จะได้รู้จักพระคัมภีร์ แต่อ่านพระคัมภีร์เพื่อที่จะได้รู้จักพระเจ้า พระเยซูทรงตำหนิชาวยิวที่เอาแต่ศึกษาข้อพระคัมภีร์ แต่ไม่แม้แต่จะก้าวเข้าสู่การรู้จักพระเจ้า "พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ แต่แม้พระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา ท่านทั้งหลายก็ยังไม่ยอมเข้ามาหาเราเพื่อที่จะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39-40) พระวจนะที่ถูกเขียนขึ้นนั้นเป็นคำของพระที่มีชีวิต และมันจะมีชีวิตก็ต่อเมื่อเรารู้จักที่จะไว้วางใจพระเจ้ามากยิ่งขึ้นในชีวิตเราอย่างเต็มที่
     ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เติบโต เข้มแข็งขึ้นในความเชื่อด้วยเถิด ด้วยว่าข้าพระองค์ต้องการที่จะรู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้งมากขึ้นทุกวันในชีวิตจริงๆ


คพ.พงษ์เกษม