วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2013


พี่น้องที่รัก
            การฉลองวัดเซนต์หลุยส์ของเราเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี มีสัตบุรุษมาร่วมฉลองกันมากมายเหมือนทุกๆปี ในปีนี้ได้มีการเพิ่มเต็นท์บริเวณหน้าบ้านพักพระสงฆ์อีกสองหลัง ก็ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมฉลองนั่งกันเต็ม นับเป็นภาพที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นผู้คนจากที่ต่างๆ เดินทางมาร่วมฉลองวัดของเราคับคั่ง พ่อก็อดปลื้มใจแทนนักบุญหลุยส์ไม่ได้ ในปีนี้ก็ต้องบอกว่าพระเจ้าทรงจัดทุกสิ่งเอาไว้อย่างลงตัว ในระหว่างพิธีฝนฟ้าก็เป็นใจ ไม่มีฝนตกลงมารบกวนทั้งในค่ำวันเสาร์ และวันภาคเช้าของวันอาทิตย์ รวมถึงในระหว่างการรับประทานอาหารหลังจากเสร็จพิธีแล้วด้วย เพียงแต่ภาคบ่ายระหว่างการจัดการแข่งขันกีฬาของเด็กช่วยมิสซา และ ฟุตซอลคู่พิเศษระหว่างพระสงฆ์กับนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ มีฝนตกลงมารบกวนกิจกรรมบ้าง แต่การจัดการแข่งขันกีฬาก็สามารถแข่งขันจนสำเร็จลุล่วงไปได้
            พ่อต้องขอขอบคุณทุกๆฝ่ายที่มีส่วนร่วมจัดเตรียมการฉลองวัดในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ก่อนอื่นที่ลืมไม่ได้ต้องขอบคุณพระเจ้าที่โปรดให้การจัดงานฉลองวัดของเราผ่านไปอย่างสวยงามราบรื่น ขอขอบพระคุณพระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ที่ได้กรุณามาเป็นประธานในพิธีอย่างสง่างาม ภาพที่พระคุณเจ้าทักทายสัตบุรุษ และบรรดาเด็กๆ เป็นภาพที่น่ารักประทับใจพวกเราจริงๆ ต้องขอขอบคุณพระสงฆ์ นักบวชชายหญิง และ พี่น้องสัตบุรุษทุกท่านที่มาร่วมใจกันสรรเสริญพระเจ้าในวันฉลองศาสนนามของท่านนักบุญหลุยส์อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ขอขอบคุณ คณะกรรมการสภาภิบาล คณะนักขับร้อง เด็กช่วยมิสซา ผู้อ่านพระคัมภีร์ ผู้ถือถุงทาน นักเรียนจากโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการที่มาช่วยกันแบกบุษบก นักเรียนจากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา คณะพลมารี องค์กรทุกองค์กรของวัด โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ และพี่น้องที่มีจิตศรัทธาจัดหาอาหารเที่ยงมาเลี้ยงสัตบุรุษที่รับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มหนำกันทั่วหน้า ทั้งอิ่มบุญ อิ่มใจ และ อิ่มท้องว่างั้นเถอะ ที่ลืมไม่ได้ก็ต้องขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ของวัดและโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา ที่เหน็ดเหนื่อยกันทั่วหน้าในการจัดเตรียมงานในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งจะแจกแจงอย่างละเอียดตรงนี้คงมีพื้นที่ไม่พอเป็นแน่ สุดท้ายถ้ายังมีข้อขาดตกบกพร่องประการใด พ่อขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว พ่อจะพยายามแก้ไขปรับปรุงในโอกาสต่อๆไปครับ
คุณพ่อ สุพจน์
..........................................................................................................
เราเชื่ออะไร
เราอยู่ในโลกนี้เพื่อจุดประสงค์อะไร

เราอยู่ในโลกนี้เพื่อรู้จักและรักพระเจ้า เพื่อกระทำสิ่งดีตามน้ำพระทัยของพระองค์ และเพื่อสักวันหนึ่งจะได้อยู่ในสวรรค์
การเป็นมนุษย์ หมายถึงการมาจากพระเจ้า และกลับไปหาพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างเรามาจาก “ส่วนที่ล้นออกมาจากความรักของพระองค์” ทรงปรารถนาจะแบ่งปันความชื่นชมยินดีมิรู้สิ้นของพระองค์แก่เรา ผู้เป็นสิ่งสร้างแห่งความรักของพระองค์

พระเจ้าทรงจัดวางการแสวงหา และการพบพระองค์ไว้ในหัวใจของเรา นักบุญออกัสตินกล่าวว่า “พระองค์ทรงสร้างเรามาเพื่อพระองค์ และหัวใจของเราไม่อาจสงบลงได้หากยังมิได้พักผ่อนในพระองค์” จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหาพระเจ้า พบกับความจริงและความสุข บุคคลจะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเขาได้พบกับพระเจ้า

การรู้จักพระเจ้าที่มองไม่เห็น เป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่สำหรับจิตใจมนุษย์ เพราะหลายคนกลัว จึงถอยห่างออกไป ส่วนเหตุผลอื่นว่าทำไมบางคนจึงไม่ต้องการรู้จักพระเจ้า ทั้งนี้เพราะเมื่อรู้จักแล้ว เขาต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ใครก็ตามที่กล่าวว่า คำถามเรื่องพระเจ้านั้นไม่สำคัญ ก็เพราะว่าคำตอบที่ได้นั้น ไม่ทำให้ชีวิตของเขาเป็นเรื่องง่าย 
      “ผู้ใดแสวงหาความจริงก็แสวงหาพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม”
นักบุญ เอดิธ สไตน์



วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2513

พี่น้องที่รัก
            วันฉลองวัดของเราเวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งแล้วนะครับ พ่อกลับไปย้อนอ่านดูประวัติวัดเซนต์หลุยส์ของเราพบว่า พระคุณเจ้าโชแรง ได้ทำพิธีเสกและฉลองวัดเซนต์หลุยส์อย่างสง่าครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2500 และวันฉลองวัดของเราปีนี้ก็ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ดังนั้น วันฉลองวัดเซนต์หลุยส์ของเราปีนี้จึงเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 56 ของวัดพอดีเลย จะเห็นได้ว่าวันเวลาผ่านไปรวดเร็วนะครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ วัดของเรายืนหยัดเคียงคู่ชุมชนคริสตชนบริเวณถนนสาทรแห่งนี้มาได้ 56 ปีแล้ว หันไปมองข้างๆวัดของเรา บริเวณถนนสาทร สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย เดี๋ยวนี้มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน มีตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นมาข้างทางมากมาย ผู้คนสัญจรผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ การจราจรบนถนนสาทรก็คับคั่งแออัด โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนนี่ รถติดครั้งหนึ่งนานนับเป็นสิบนาทีเลยทีเดียว ชีวิตของผู้คนบริเวณถนนสาทรในปัจจุบันจึงเร่งรีบ วุ่นวาย และ ฉุกละหุกตลอดเวลา
            หันกลับมามองที่วัดของเรา โครงสร้างรูปลักษณ์ภายนอกของวัดเซนต์หลุยส์ยังคงงดงาม แฝงไว้ด้วยความเข้มขลังที่สื่อออกมาถึงจิตใจของเราว่าสถานที่แห่งนี้คือ ที่ประทับของพระเจ้า สถานที่แห่งนี้คือสถานแห่งการภาวนา สถานที่แห่งนี้คือศูนย์รวมจิตใจของหมู่มวลสัตบุรุษ นอกจากนี้เราพบว่า แม้ว่าความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุภายนอกในบริเวณรอบๆวัดของเรานั้นเติบโตเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีผลทำให้ความเชื่อความศรัทธาของสัตบุรุษลดน้อยถอยลง เราก็พบว่า หัวใจของคริสตชนเรายังคงเหนียวแน่นผูกพันอยู่กับพระเจ้าเสมอ มิได้เสื่อมคลาย จากรุ่นสู่รุ่น เดี๋ยวนี้วัดเซนต์หลุยส์ของเรา พอจะพูดได้ว่าเป็นวัดที่มีผู้คนมาสวดภาวนาในวันอาทิตย์มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของวัดในสังฆมณฑลกรุงเทพฯก็ว่าได้ ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ให้เห็นว่าวัดเซนต์หลุยส์ของเรานี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคริสตชนละแวกนี้จริงๆ
            โอกาสฉลองวัดเซนต์หลุยส์ปีนี้ พ่อจึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องชื่นชมยินดีในความงดงามของความเชื่อที่เราได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังสืบเนื่องต่อกันมา นอกจากนี้พ่ออยากเชิญชวนให้พี่น้องได้ร่วมใจกันภาวนาขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับสิ่งดีๆที่คุณพ่อมิชชันนารีในอดีตได้ก่อร่างสร้างเอาไว้ และมีผลที่งดงามในปัจจุบัน ให้เราภาวนาด้วยว่า ขอให้กิจการดีที่พระเจ้าได้ทรงวางรากฐานเอาไว้นี้ ได้ดำรงคงมั่น ถาวรสืบไป

คุณพ่อ สุพจน์
........................................................................................


วันฉลองนักบุญหลุยส์
                          กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส

 วันนี้เราฉลองนักบุญหลุยส์ กษัตริย์ ผู้ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของวัดของเรา ท่านนักบุญหลุยส์หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 กษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศส พระองค์เป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมชีวิตครอบครัว ทั้งเป็นแบบอย่างที่แท้จริงของฆราวาสคริสตชน พระองค์ได้ทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีความยุติธรรมขึ้นเสียใหม่ และได้แก้ไขเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลและได้มอบที่ดินผืนใหญ่สำหรับการกุศล พระองค์เป็นตัวอย่างในเรื่องความรักต่อคนจนและผู้ป่วย พระองค์เป็นผู้ไกล่เกลี่ยช่วยกู้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ พระองค์เคยถูกจับตัวไปเป็นเชลยด้วย พระองค์เป็นแม่ทัพที่ดีและทรงเป็นแพทย์สนามที่ดีด้วย ที่สุดพระองค์ติดโรคระบาดและสิ้นพระชนม์เมื่อ 25 สิงหาคม 1270 พวกมุสลิมเคารพยกย่องวีรกรรมและความเชื่อในพระเจ้าของพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก
ในวันนี้เป็นวันฉลองวัดของเรา เป็นการฉลองชุมชนแห่งความเชื่อ ความศรัทธาที่เรามีต่อพระเจ้าของเรา ขอให้วันนี้เป็นวันที่พิเศษสำหรับเราทุกคน ที่เราจะได้ถวายความเชื่อศรัทธา ความรักในองค์พระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของเรา โดยผ่านทางคำเสนอวิงวอนของท่านนักบุญหลุยส์ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส องค์อุปถัมภ์ของวัด เพื่อช่วยให้เราได้ดำรงอยู่ในความรักของพระเสมอไป
ขอให้วันฉลองวัดของเราในปีนี้ ได้ทำให้เราสุขกาย สบายใจ และเปี่ยมไปด้วยพระพรของพระเสมอ ขอท่านนักบุญหลุยส์ได้เสนอวิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อเราทุกคน
“สุขสันต์วันฉลองวัด วันแห่งพระพรของเราทุกคน”
คพ.วิทยา

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2013

พี่น้องที่รัก
อีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะถึงวันฉลองนักบุญหลุยส์ กษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศส องค์อุปถัมภ์ของวัดของเราแล้ว วันนี้พ่อจึงนำเรื่องราวเกี่ยวกับนักบุญหลุยส์มาเล่าสู่กันฟังอีกสักครั้งนะครับ เพื่อเราจะได้รำลึกถึงคุณงามความดีของท่านนักบุญหลุยส์องค์อุปถัมภ์ของวัดของเรานี้ไงล่ะครับที่เราเรียกท่านว่านักบุญหลุยส์กษัตริย์ ก็เพราะท่านทรงเป็นกษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศส พระองค์มีพระนามว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 19 เล่ากันว่าในขณะที่ท่านเข้าพิธีครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์นั้น ท่านได้กล่าวปฏิญาณจะครองตนเป็นเยี่ยงบิดาของประชาชน และจะเป็นกษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบสุข ด้วยการทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมต่อทุกผู้ทุกคน ซึ่งแม้ว่ากษัตริย์ทุกพระองค์เวลาขึ้นครองราชสมบัตินั้นก็ต้องกล่าวปฏิญาณเช่นนี้เหมือนกัน แต่พระเจ้าหลุยส์องค์นี้ท่านได้ทรงปฏิบัติพระองค์แตกต่างไปจากกษัตริย์พระองค์อื่น ด้วยการปกครองประเทศตามวิสัยทัศน์ที่ได้ปฏิญาณด้วยแสงสว่างแห่งความเชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเจ้าหลุยส์องค์นี้ได้รับมงกุฎเป็นกษัตริย์ตั้งแต่พระชนมายุได้เพียง 12 ชันษาเท่านั้น เพราะพระราชบิดาถึงแก่สวรรคต ด้วยเหตุนี้มารดาของท่านจึงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนท่านในขณะที่ท่านยังทรงพระเยาว์อยู่ กษัตริย์หลุยส์ สมรสกับสตรีนางหนึ่งนามว่า มาร์เกอริต ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 11 คน เมื่อพระเจ้าหลุยส์อายุได้ 30 ปี ท่านนำทัพเข้าร่วมในสงครามครูเสด เพื่อกอบกู้กรุงเยรูซาเล็ม ด้วยความเข้มแข็ง บทบาทที่สำคัญที่ผู้คนกล่าวถึงท่านคือ ท่านทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการบริหารงานบ้านเมือง ท่านวางระเบียบปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ อย่างเคร่งครัด ซึ่งต่อมาได้รับการตราไว้ในการปฏิรูปกฏหมายปกครองประเทศ กษัตริย์หลุยส์ทรงมีความจงรักภักดีต่อสันตะสำนักและเชื่อฟังพระสันตะปาปาเสมอ พระองค์ทรงสนับสนุนสันตะสำนักในทุกเรื่อง ประชาชนชาวฝรั่งเศสรักท่าน เพราะท่านเสียสละทำงานเพื่อทุกคน ท่านตั้งโรงพยาบาลมากมาย ท่านออกเยี่ยมผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ท่านเอาใจใส่แม้แต่คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน ระหว่างที่ท่านครองราชย์ ประเทศฝรั่งเศสมีความสงบสุข และเป็นปึกแผ่นมั่นคง เล่ากันว่า ทุกๆวันกษัตริย์หลุยส์รับสั่งให้จัดพาคนยากจนจำนวน 13 คน มารับประทานอาหารกับท่าน และ ท่านได้เปิดโรงทานเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้จำนวนมาก หลายครั้งท่านออกมาเสิร์ฟอาหารคนเหล่านี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อท่านอายุได้ 41 ปี ท่านเข้าร่วมในสงครามครูเสดอีกครั้ง  แต่คราวนี้เกิดโรคระบาดในกองทัพที่ท่านนำไป ท่านเองก็ล้มป่วยจากโรคร้ายและสิ้นพระชนม์ในดินแดนนอกประเทศฝรั่งเศสเมื่อมีอายุได้เพียงแค่ 44 ปีเท่านั้น
            พี่น้องครับ แม้ว่าเกร็ดประวัติของนักบุญหลุยส์ที่พ่อนำมากล่าวถึงนี้จะเป็นเพียงเรื่องราวโดยสังเขปเท่านั้น แต่พี่น้องคงพอจะจับความได้ถึงความดีงาม และ ความตั้งใจในการทำหน้าที่กษัตริย์ของนักบุญหลุยส์ อย่างดีเต็มความสามารถ โดยที่ไม่ขัดแย้งต่อความเชื่อที่ท่านมีในพระเจ้าอีกด้วย นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นจุดเด่นของท่านที่เราสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเราได้ใช่ไหมครับ

คุณพ่อ สุพจน์
.........................................................................................
เราเชื่ออะไร
การรับขึ้นสวรรค์ของแม่พระเป็นข้อความเชื่อไหม
           
ความศรัทธาต่อพระนางมารีย์นั้นมีอยู่ในพระศาสนจักรตั้งแต่แรกแล้ว แม้ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันได้ว่าพระนางได้สิ้นใจเมื่อใด หรือพำนักอยู่ที่ไหนในเวลานั้น บรรดาปิตาจารย์ต่างก็เชื่อว่าพระนางมารีย์ได้สิ้นใจจริงๆ แต่ไม่ได้ทรงรับความตายแบบมนุษย์ทั่วไป เราทราบว่าในศตวรรษที่ 5 พระศาสนจักรตะวันออกได้จัดฉลองการรับขึ้นสวรรค์ของพระนางมารีย์ ในวันที่ 15 สิงหาคมซึ่งตรงกับวันเกิดใหม่ของบรรดามรณสักขีในสวรรค์ วันฉลองดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนามของ “การบรรทม” ของพระนาง ในศตวรรษที่ 7 กรุงโรมก็ได้จัดวันฉลองดังกล่าวด้วย ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนจากวันฉลองการบรรทม เป็นวันรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์
พระสันตะปาปา ปีโอที่ 12 นอกจากจะได้ทรงยืนยันตามคำสอนของบรรดาปิตาจารย์ และประกาศข้อความเชื่อเรื่องความตายและการได้รับยกขึ้นสวรรค์ของพระนางมารีย์แล้ว ยังได้ทรงอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง การได้รับการยกขึ้นสวรรค์กับการปฏิสนธิอันนิรมลของพระนางมารีย์ไว้ว่า สิทธิพิเศษจากพระเจ้าทั้งสองประการของพระนางนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพระเยซูคริสตเจ้าทรงได้รับชัยชนะเหนือบาปและความตาย โดยอาศัยการสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน พระองค์ทำให้คริสตชนได้รับชีวิตใหม่เหนือธรรมชาติในการรับพิธีล้างบาป มีผลทำให้คริสตชนที่มีความเชื่อในตัวพระองค์ได้รับชัยชนะเหนือบาปและความตายเช่นเดียวกับพระองค์ด้วย อย่างไรก็ตาม ผลแห่งชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือความตายนี้ มนุษย์ที่ได้ดำเนินชีวิตตอบรับที่จะร่วมมือในแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า จะยังไม่ได้รับจนกว่าวาระสุดท้ายของโลกจะมาถึง แต่ในกรณีของพระนางมารีย์ พระเจ้าทรงประสงค์ให้พระนางได้รับการยกเว้น ทั้งนี้เนื่องจากเหตุที่ว่าพระนางได้รับชัยชนะเหนือบาป อันเป็นสิทธิพิเศษจากการปฏิสนธินิรมลของพระนาง ดังนั้นพระนางจึงไม่ได้ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเน่าเปื่อยของเนื้อหนังภายหลังความตาย และจึงไม่ต้องรอคอยจนถึงวาระสุดท้ายของโลกเพื่อที่จะทำให้ร่างกายของตนกลับคืนมาอีกเหมือนมนุษย์ทั่วไป
“พระเยซูเจ้าทรงรักพระมารดาของพระองค์
                                                                         มากเกินกว่าที่จะปล่อยให้ร่างของพระนางคงอยู่ในหลุม”
บุญราศี จอห์น เฮนรี นิวแมน 

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2013


พี่น้องที่รัก
ครั้งหนึ่งมีนักแสดงจำอวดคนหนึ่งออกเดินทางไปแสดงตลกตามหัวเมืองต่างๆสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนด้วยการเต้นเป็นจังหวะท่าทางต่างๆเขามีความสามารถในการแสดงท่าทางในรูปแบบต่างๆได้อย่างเก่งกาจน่าทึ่งนอกจากนี้เขายังสามารถแสดงกลได้อย่างคล่องแคล่วผู้ชมต่างชื่นชมในความสามารถของเขาเป็นอย่างมากแต่แล้ววันหนึ่งเขาเกิดเบื่อหน่ายกับงานของเขา เขาจึงหันเหชีวิตมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกในอารามนักบวชแห่งหนึ่งเขาหวังว่าเขาจะใช้เวลาในชีวิตที่เหลือของเขาถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบกับการสวดภาวนาแต่เมื่อเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่งวิธีการภาวนาแบบเงียบสงบเช่นนี้กลับทำให้จิตใจของเขาแห้งแล้งอย่างหนักเขาเกิดความเศร้าใจเป็นอย่างมาก
วันหนึ่งเมื่อเขาฝืนทนต่อสภาพเช่นนี้ไม่ไหวอีกต่อไปเขาจึงมุ่งเดินไปยังวัดหลังน้อยที่สร้างอยู่กลางป่าเขาเข้าไปในวัดและถอดเสื้อคลุมชุดนักบวชที่หนักอึ้งของเขาออกเหลือแต่เพียงชุดเสื้อชั้นในจากนั้นเขาเริ่มออกท่าทางต่างๆด้วยการเต้นหมุนตัวบิดตัวอย่างที่เขาเคยทำเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนเวลาที่เขาออกตระเวนแสดงไปตามหัวเมืองต่างๆแต่คราวนี้เขาถือว่านี่คือการถวายคำภาวนาของเขาแด่พระเจ้า
สิ่งที่เขาทำนี้ไม่เล็ดลอดสายตาของนักบวชอีกคนหนึ่งที่ติดตามเขาไปห่างๆ เมื่อเห็นพฤติกรรมแปลกๆที่เขากระทำนักบวชคนนั้นนำเรื่องนี้กลับมารายงานต่ออธิการของอารามด้วยความอับอายระคนกับความกลัว นักบวชผู้นี้ยืนต่อหน้าอธิการผู้เป็นผู้ใหญ่ของอารามกล่าวสารภาพว่า ท่านอธิการครับผมคงไม่เหมาะสมที่จะเป็นนักบวชอีกต่อไปผมขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมผมอยากจะลาออกจากสมาชิกของอารามแล้วกลับไปทำอาชีพเป็นนักแสดงจำอวดเหมือนเดิมผมคิดว่างานที่ผมควรทำคือการทำให้ผู้คนมีความสุข
อธิการได้ยินเช่นนั้นก็เอื้อมมือมาจับหัวไหล่ของเขาและจ้องมองตาของเขากล่าวว่า ลูกเอ๋ยลูกไม่ต้องไปไหนหรอกอยู่ที่นี่แหละและจงถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการสวดภาวนาผสมท่าทางของลูกต่อไปเพราะเวลาที่ลูกออกท่าออกทางก็เท่ากับว่าลูกมีสมาธิอยู่กับการภาวนาทั้งกายและใจซึ่งดีกว่าคำภาวนาที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากแต่ใจนั้นอยู่ห่างไกลลูกจงมุ่งมั่นภาวนาด้วยวิธีของลูกต่อไปเถิดคำภาวนาของลูกประเสริฐกว่าคำภาวนาของพวกเราเสียอีก
พี่น้องครับคำภาวนาไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงแบบเดียวเราสามารถประยุกต์สิ่งต่างๆที่เรามีความถนัดหรือทักษะที่พระเจ้าประทานให้กับเราถวายเป็นคำภาวนาแด่พระเจ้าได้เช่นกันขอเพียงให้เราทำออกมาด้วยใจที่รู้ตัวเสมอ
คุณพ่อ สุพจน์
.................................................................................................................
เราเชื่ออะไร
ทำไมจึงมีนักบวชในศาสนาคริสต์

ความยากจน ความบริสุทธิ์ และความนบนอบเชื่อฟัง เป็นคำแนะนำที่พระวรสารให้ไว้ เพื่อเลียนแบบอย่างพระเยซูเจ้า

พระเจ้าทรงเป็นความรัก พระองค์ทรงปรารถนาความรักจากเราด้วย รูปแบบหนึ่งของการยอมจำนนด้วยความรักต่อพระเจ้าคือ การดำเนินชีวิตเหมือนพระเยซูเจ้า ผู้ยากจน บริสุทธิ์ และนบนอบเชื่อฟัง ผู้ดำเนินชีวิตเช่นนี้ย่อมมีความคิด จิตใจ และมือที่เป็นอิสระ เพื่อพระเจ้า และเพื่อเพื่อนมนุษย์

ในทุกยุคสมัย มีคริสตชนที่พร้อมยอมมอบตนเองแด่พระเยซูเจ้าอย่างสิ้นเชิง เพราะเห็นแก่ “อาณาจักรสวรรค์” พวกเขายอมสละทุกสิ่งเพื่อพระเจ้า รวมทั้งความสามารถพิเศษต่างๆ การทำตามใจตนเอง และความรักในการแต่งงาน เพื่อการดำเนินชีวิตตามคำแนะนำของพระวรสาร ถือความยากจน ความบริสุทธิ์ และการนบนอบเชื่อฟัง แสดงให้คริสตชนทุกคนเห็น และเป็นประจักษ์พยานว่า โลกนี้มิใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง หากแต่ “การได้พบกับเจ้าบ่าวผู้ทรงเป็นพระเจ้า” หรือการได้เปิดประตู คอยรับใช้นายที่กลับจากงานสมรส การได้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เท่านั้นที่ได้ทำให้บุคคลนั้นมีความสุขที่สุด 
“คนส่วนใหญ่คิดไม่ออกว่าหากเขาเพียงมอบตนเองให้พระเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดกับตัวเขา”
นักบุญอิกญาซีโอ แห่งโลโยลา



วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ี 4 สิงหาคม 2013

พี่น้องที่รัก
            เทียนเล่มนั้นที่มีเปลวไฟลุกโชนอยู่กล่าวเอาไว้ว่า “ท่านได้จุดเทียนเล่มนี้ไว้ และ ตอนนี้ท่านกำลังจ้องมองเปลวเทียนที่ลุกสว่างไสวเล่มนี้อยู่ ท่านคงชื่นชอบกับแสงสว่างและรังสี ความอบอุ่นที่เปลวเทียนนี้ ก่อให้เกิดขึ้น” เทียนเล่มนี้พบกับความปีติสุข ที่ตนเองได้ก่อให้เกิดแสงสว่างและทำประโยชน์ให้กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนี้ เทียนเล่มนี้ก็คงต้องนอนเรียงอยู่ในภาชนะที่บรรจุมันไว้ บนหิ้งข้างฝา ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆเลย  ด้วยเหตุนี้คุณค่าของเทียนเล่มนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าเทียนเล่มนี้ยอมลุกไหม้เผาผลาญตัวมันเอง ยิ่งมันลุกไหม้นานเท่าใด อายุของเทียนเล่มนี้ก็คงจะสั้นลงเท่านั้น และ ในที่สุดแล้ว ไม่ช้าไม่นานเทียนเล่มนี้ ก็คงจะค่อยๆมอดมลายหมดไปในที่สุด และเมื่อเทียนนี้ละลายหมดแท่งแล้ว ทุกอย่างก็คงจบลง เพราะมันรู้ว่า ผู้คนก็จะพูดว่า “เทียนเล่มนี้มอดไหม้หมดเสียแล้ว”
            “ฉันรู้ว่า ฉันเลือกที่จะเก็บตัวเงียบอยู่ในกล่อง แม้ว่าจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ฉันก็จะคงอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์จากตัวฉันได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ฉันก็ต้องเลือกที่จะต้องถูกจุดไฟให้ลุกโชน แล้วฉันก็ต้องเผาตัวเอง เพื่อให้เกิดแสงสว่าง และความร้อนที่สร้างความอบอุ่นให้กับผู้คน แล้วที่สุดชีวิตฉันก็คงจบสิ้นลง แต่การทำเช่นนั้นได้ ก็ทำให้ชีวิตของฉันบรรลุถึงขีดขั้นของการมีชีวิตที่มีความหมายที่งดงาม”
            ชีวิตของเรามนุษย์ก็เป็นเสมือนเทียนเล่มนี้แหละ เรามีหนทางเลือกที่จะเป็นเสมือนเทียนที่เก็บตัวเงียบอยู่ในกล่องที่ไม่มีใครพบเห็น หรือไม่ก็ยอมเลือกที่จะเป็นเทียนที่สร้างความอบอุ่นและแสงสว่างให้กับผู้คนรอบข้างซึ่งหมายความว่าเรายอมที่จะเลือกเป็นเทียนที่ยอมหลอมละลายตัวเอง เพื่อสร้างความหมายและคุณค่าอันงดงามให้กับชีวิต
           
“ระฆังคงไม่ใช่ระฆังถ้าเราไม่ตีให้มันส่งเสียงดัง
            บทเพลงคงไม่เป็นบทเพลงถ้าเราไม่ร้องออกมาให้ได้ยิน
            ความรักที่สงบแอบซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของหัวใจ ก็คงไม่มีความหมายใดๆ
ถ้าความรักนั้น ไม่แสดงให้ปรากฏออกมา ซึ่งการ ยอม ละ สละ ตัวตน”


คุณพ่อ สุพจน์
.................................................................................
เราเชื่ออะไร
เกิดอะไรขึ้นกับเรา เมื่อเราตาย

ความตายแยกวิญญาณออกจากร่างกาย ให้ได้ไปพบกับพระเจ้า และรอคอยวันสิ้นโลกที่วิญญาณจะได้ไปเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหนึ่งกับร่างกายที่กลับเป็นขึ้นมา

เมื่อพระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนมชีพ พระองค์ทรงปรากฎมา และบรรดาศิษย์ได้เห็นรอยแผลบนพระวรกายของพระองค์ ก็เช่นเดียวกัน ในวันสุดท้ายของโลกพระองค์จะทรงปลุกเราขึ้นในเนื้อหนัง ซึ่งหมายความว่า เราจะแปรเปลี่ยน แต่ยังคงเป็นตัวเราเองในร่างของเรา การกลับคืนชีพนี้เป็นอย่างไรนั้นถือเป็นธรรมล้ำลึก เราไม่ทราบสิ่งใดเลยเกี่ยวกับรูปลักษณ์ร่างกายใหม่ของเราในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักบุญเปาโลให้คำอธิบายต่อคำถามที่ว่า คนตายจะกลับคืนชีพได้อย่างไร เขาจะกลับมีร่างกายแบบใด ดังนี้ว่า
“เมล็ดที่หว่านลงไปนั้นจะมีชีวิตใหม่ได้อย่างไรถ้าไม่ตายเสียก่อน พระเจ้าประทานลำต้น แบบต่างๆ ตามพระประสงค์ให้กับเมล็ด เมล็ดแต่ละชนิดจึงมีลำต้นตามชนิดของมัน การกลับคืนชีพของผู้ตายก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่หว่านลงไปนั้นเน่าเปื่อย แต่สิ่งที่กลับคืนชีพนั้นไม่เน่าเปื่อยอีก สิ่งที่หว่านลงไปนั้นอ่อนแอ แต่สิ่งที่กลับคืนชีพนั้นมีอานุภาพ สิ่งที่หว่านลงไปเป็นร่างกายตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่กลับคืนชีพเป็นร่างกายที่มีพระจิตเจ้าเป็นชีวิต” (1คร 15:35-44)

ผู้ใกล้จะสิ้นใจควรจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับการถวายบูชาของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน โดยให้ความไว้วางใจในพระเจ้า มีสันติกับเพื่อนมนุษย์ และปราศจากบาปหนัก ความตายมิได้ทำให้เราห่างไกลเกินพระหัตถ์ของพระองค์ ผู้ล่วงลับมิได้เดินทางสู่ความว่างเปล่า หากแต่ได้กลับบ้าน เข้าสู่ความรักของพระเจ้าผู้ทรงสร้างเขามา
“มิใช่ความตาย หากแต่เป็นพระเจ้าที่ทรงมารับดิฉันไป”
(นักบุญเทเรซา แห่งลีซีเออซ์)