วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน 2017

พี่น้องที่รัก
            วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ ช่วงเวลา 5 ปีเต็มที่พ่อได้รับมอบหมายให้มาทำงานที่วัดเซนต์หลุยส์โบยบินลับไปแบบฟาสต์ฟอร์เวิร์ด จนมาถึงช่วงเวลาสุดท้ายของการทำหน้าที่ของพ่อที่นี่แล้ว ยังนึกถึงวันแรกๆที่มาทำงานที่วัดนี้ พ่อรู้สึกว่าที่แห่งนี้มีอะไรที่ยิ่งใหญ่งดงามแฝงอยู่มากมาย ในด้านสถานที่ภายนอก วัดแห่งนี้แม้ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางอะไร แต่สถาปัตยกรรมรูปทรงของตัววัดซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า งดงามลงตัวเป็นเอกลักษณ์อย่างที่ไม่มีที่ไหนในเมืองไทยเสมอเหมือน พ่อค่อยๆ เรียนรู้ทีละเล็กละน้อย ทีละวัน ผ่านทางการทำงานกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน พ่อพบว่า ความงดงามที่นอกเหนือจากสิ่งก่อสร้างและวัตถุที่มองเห็นได้ภายนอกก็คือความงดงามในจิตใจของพี่น้องสัตบุรุษที่วัดเซนต์หลุยส์นี่แหละ ที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความศรัทธาเลื่อมใสในพระเจ้า ความเชื่อในพระเจ้านี้เอง ที่ได้รับการสืบสานส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น วัดนี้เป็นวัดที่มีบรรยากาศความมีชีวิตชีวาในการร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สูงมาก พ่อเห็นครอบครัวที่พากันมาวัดวันอาทิตย์ ประกอบไปด้วยคนรุ่นตารุ่นยายมาวัดพร้อมกันกับรุ่นพ่อรุ่นแม่และลูกหลานเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนมีความสุขที่จะได้มาเป็นหนึ่งเดียวกันในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อนมัสการสรรเสริญพระเจ้า พ่อสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์แนบแน่นของความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้อย่างชัดเจนในวัดของเรา
            สิ่งที่สำคัญที่จะเป็นความทรงจำของพ่อตลอดไปก็คือ ความร่วมมือร่วมใจที่พี่น้องกรุณามอบให้กับพระสงฆ์ที่ทำงานที่วัดแห่งนี้เรื่อยมา และคิดว่าพี่น้องก็คงจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปอย่างสม่ำเสมอ พี่น้องคงสังเกตว่าพ่อให้ความสำคัญกับเด็กๆ เพราะพ่อเชื่อว่าการปลูกฝังเด็กๆให้มีความเชื่อความรักในพระเจ้า ความประทับใจในการมาวัดปฏิบัติศาสนกิจเป็นเรื่องที่จะต้องเริ่มตั้งแต่เขายังเล็ก วัดและครอบครัวต้องร่วมมือกันส่งผ่านความเชื่อในพระเจ้าให้กับลูกหลานของเราอย่างเข้มแข็ง ภาพของเด็กที่กล้าวิ่งเข้ามาหาพระสงฆ์ ภาพของเด็กช่วยมิสซาจำนวนมากบนพระแท่น สื่อถึงอนาคตที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังของพระศาสนจักรท้องถิ่นในวัดของเรา
            พ่อถือโอกาสนี้ขอแสดงความขอบคุณมายังพี่น้องทุกๆท่าน ที่มีส่วนทำให้วันเวลาของพ่อในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้มีความสุขทุกวัน แม้เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เป็นความทรงจำที่ดีของพ่อ ที่มีโอกาสได้รับใช้พี่น้องในด้านต่างๆ เท่าที่ความสามารถและศักยภาพที่พระเจ้าประทานให้จะเอื้ออำนวย แม้ว่าพ่อจะยังไม่อยากให้วาระการทำงานที่วัดแห่งนี้สิ้นสุดลง แต่กาลเวลานั้นก็ต้องมาถึงไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจนได้ พ่อคิดว่าเราต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันในชีวิต นั่นก็คือ การตอบสนองต่อน้ำพระทัยพระเจ้า และสิ่งนี้ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด พ่อเชื่อว่าพี่น้องทุกท่านต่างก็กำลังก้าวไปบนเส้นทางนี้เช่นเดียวกัน น่าดีใจที่บางช่วงบางเวลาของการไปสู่เป้าหมายของชีวิตดังกล่าวเรามีโอกาสได้เดินเป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลใกล้ชิดกัน และแม้ว่าในอนาคตข้างหน้าเส้นทางของแต่ละชีวิตอาจต้องดำเนินเหินห่างจากกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต่างก็มีเป้าหมายสุดท้ายที่เดียวกันครับ
            พ่อจะอยู่ที่วัดนี้จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคมครับ หมายความว่าในอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคมสัปดาห์หน้าเรายังคงได้พบปะเจอะเจอกันอยู่ ซึ่งคณะกรรมการสภาภิบาลกำหนดว่าจะมีการกล่าวอำลาในมิสซารอบ 8 นาฬิกา ครับ  ส่วนคุณพ่อชาญชัย ทิวไผ่งาม เจ้าอาวาสองค์ใหม่จะเข้ามาปฏิบัติงานที่วัดเซนต์หลุยส์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคมครับ ระหว่างนี้พ่อก็จะมอบหมายงานต่างๆ ที่ยังต้องสานต่อโดยเฉพาะเรื่องการเตรียมฉลอง 60 ปีวัดเซนต์หลุยส์ และการก่อสร้างซึ่งยังไม่แล้วเสร็จกับคุณพ่อชาญชัยต่อไปครับ
            พ่อจะภาวนาเพื่อพี่น้องเสมอในพิธีบูชาขอบพระคุณครับ

พ่อสุพจน์
..............................................................................................................................
สวัสดีครับพี่น้อง
            การประจักษ์จากสวรรค์แต่ละครั้งเป็นการตำหนิโลกที่ยังเอาแต่เศร้าโศก โลกเชื่อว่ามีเหตุผลต้องเศร้า แต่สวรรค์มีเหตุผลให้ต้องเริงร่า ในขณะที่สวรรค์มีความรัก ความยินดีและชัยชนะของพระเจ้าเหนือความตายต่อโลกมีแต่การเสียสละ มีความหวาดหวั่น  ในขณะที่โลกมีบาป สวรรค์มีแต่การให้อภัยและเต็มไปด้วยความรัก
            ศิษย์สองคนเดินก้มหน้าก้มตาเพราะเชื่อว่าพวกเขาล้มเหลว เราเคยหวังไว้ว่าพวกเขาหวังว่าวันหนึ่งจะมีการปลดปล่อยชนชาติอิสราเอลให้เป็นอิสระ ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ผิดหวัง เพียงแต่ว่าพวกเขายังไม่เข้าใจ เพราะพวกเขามีความคาดหวังที่ต่างไปจากแผนการไถ่กู้ของพระเจ้า  พวกเขายืนยันว่ามีผู้หญิงบางคนกลับมาบอกพวกเขาเกี่ยวกับเทวดาที่ประจักษ์ในพระคูหาและยืนยันว่าพระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ บางคนรีบตรงไปที่พระคูหาและเห็นสิ่งที่ผู้หญิงเล่าให้ฟัง แต่พวกเขาไม่เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (เทียบ ลก.24,22-24)  เพราะใจพวกเขาก็ยังไม่พร้อมจะยอมรับอยู่ดี
            เป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่า พวกเขาเห็นพระเยซูเจ้ามาร่วมเดินทางแต่กลับจำพระองค์ไม่ได้ ทำไมพระองค์จึงทรงประจักษ์แต่ทำให้พวกเขามองไม่เห็นพระองค์? ทำไมพระองค์จึงทรงกลับคืนชีพแต่ทำให้สาวกตามหาพระองค์ไม่พบ?    ถึงแม้สายตาของพวกเขาจะจำพระองค์ไม่ได้ แต่จิตใจของพวกเขาเร่าร้อนเป็นไฟเมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเขามาตามทาง พระองค์ทรงต่อว่าพวกเขาอย่างนุ่มนวล เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อพระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ” (ลก 24,25-26)  
            พระเยซูเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เพื่ออธิบายให้พวกเขาเข้าใจ พระคัมภีร์ที่พวกเขาท่องขึ้นใจและเชื่อว่าเข้าใจหมดทุกอย่างแล้ว นี่คือวิถีแห่งพระวาจาทรงชีวิต...ให้ความกระจ่าง แก้ความเข้าใจผิด เรียกร้อง... ศิษย์ทั้งสองตรวจสอบจิตใจด้วยพระคัมภีร์และเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ที่พวกเขาเองได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนั้น พวกเขายังเข้าไม่ถึงอย่างแท้จริง เลยทำให้พวกเขาเขลาและเชื่องช้าที่จะเชื่อ พระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขาแต่พวกเขากลับไม่เห็นพระองค์
            พระวาจาของพระเยซูเจ้าทำให้จิตใจของศิษย์ทั้งสองเร่าร้อน พวกเขายังไม่เข้าใจถึงสาเหตุของความรู้สึกดังกล่าว แต่ก็คล้อยไปตามความรู้สึกนั้น เมื่อถึงที่หมาย พวกเขาเชิญพระองค์ให้ค้างคืนด้วย จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว” (ลก 24,29)  พระเยซูเจ้าทรงตอบรับคำเชิญและเข้าไปในบ้านเพื่อพักอยู่กับพวกเขา นี่คือท่าทีของพระเจ้าทีทรงตอบรับคำเชื้อเชิญด้วยความเต็มใจ พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างมนุษย์  “ขณะประทับที่โต๊ะกับพวกเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและยื่นให้พวกเขา พวกเขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ แต่พระองค์หายไปจากสายตาของพวกเขา ศิษย์ทั้งสองจึงพูดกันว่า “ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินมาตามทางและอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง’” (ลก 24,30-32)บางคนอาจจะคิดว่า เมื่อเข้าไปในบ้านและเริ่มทานอาหาร พระเยซูเจ้าคงจะเปลี่ยนโฉมหน้าของพระองค์ และทำให้ศิษย์จำพระองค์ได้    หากพระเยซูเจ้าทรงทำเช่นนั้น ศิษย์สองคนก็คงไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเขลาและเชื่องช้าต่อไป เพราะพวกเขาเห็นพระองค์ทางประสาทสัมผัสเหมือนก่อน พวกเขาคงไม่ละเอียดและอ่อนไหวพอที่จะพบพระองค์ในรูปแบบอื่น หากพวกเขาจำพระองค์ได้เพราะเลือดเนื้อ พวกเขาก็ยังคงดำเนินชีวิตตามเลือดเนื้อต่อไป แปลกแยกไปจากสถานภาพแห่งพระอาณาจักรโดยสิ้นเชิง ท่าทีของพระเยซูเจ้าเมื่อทรงนั่งโต๊ะ ทรงอวยพรและแบ่งขนมปังอย่างทรงอำนาจ ทำให้ศิษย์ทั้งสองย้อนกลับไปในสิ่งที่พวกเขาเคยได้เห็น แต่ในขณะที่พวกเขาย้อนกลับไปสู่ความทรงจำที่ผ่านมา พระองค์ก็ทรงหายไปจากสายตา  ความทรงจำในท่าทีของพระเยซูเจ้าคือศีลศักดิ์สิทธิ์ที่นำไปสู่ความจริงที่พระองค์ทรงเป็นและการประทับอยู่ของพระองค์ในจิตใจของพวกเขา ศิษย์ทั้งสองจำพระเยซูเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์ ในท่าทีแห่งความรักที่แสดงออกมาในการแบ่งปัง  พวกเขาจำพระองค์ได้ในท่าทีแห่งการมอบพระองค์ผ่านทางปังที่ทรงอวยพร  ตอนแรก พระองค์ทรงทำให้พวกเขาเชื้อเชิญพระองค์เข้าพักในบ้าน เหมือนพี่น้อง แล้วนั้นทรงทำให้พวกเขาเกิดความเคารพในพระองค์ เชื่อว่าพวกเขากำลังอยู่ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็กลายเป็นความไว้วางใจในพระองค์ประสบการณ์เดียวกันนี้ยังคงเกิดขึ้นกับเรา ในบริบทแห่งชีวิตประจำวันของเรา ท่าทีแห่งการเชื้อเชิญ การเป็นพี่เป็นน้อง ความเคารพต่อกัน การสำนึกถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าในแต่ละคนที่เราพบปะ ทรงนำเราไปสู่การเห็นและการพบกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ  นั่นคือการประทับอยู่ของพระเจ้า  พระองค์ทรงทำให้การที่เราเห็น(เพื่อนพี่น้อง)แต่จำพระองค์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นการจำพระองค์(ในเพื่อนพี่น้อง)ได้ ทั้งๆ ที่ไม่เห็นพระองค์ พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราจำพระองค์ได้ก็แต่ในความรัก พระองค์ตรัสกับดวงใจเรา  ใครที่รู้จักฟังด้วยความรักก็จะได้ยินเสียงของพระองค์กระนั้นก็ดี หลายคนก็ยังอยากจะให้พระองค์แสดงองค์ในรูปแบบที่ตนต้องการ แถมยังเรียกร้องและท้าทายเหมือนที่หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จงลงมาจากไม้กางเขนบัดนี้ซิ เราจะได้เห็นและเชื่อ (มก.15,32)...ลงมาสิ อย่าอยู่เฉยๆ อย่างนั้น ลงมาอย่างสง่างาม ลงมาด้วยฤทธิ์อำนาจ...ทุกคนจะได้เชื่อ
            บ่อยครั้ง คำภาวนาของเราก็มีทีท่านี้แอบแฝงอยู่ ไม่มากก็น้อย อยากจะให้พระเจ้าโปรดให้ตามที่ต้องการแล้วจึงจะเชื่อ...โปรดให้สามีเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ภรรยา ให้ลูก ให้เพื่อน ให้พ่อแม่ปรับปรุงตัว ขอให้เปลี่ยนงานได้ ขอให้เปลี่ยนสภาพแวดล้อม คนรอบข้างเป็นอย่างที่เราต้องการ แล้วลูกจะเชื่อไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าเลย แต่เป็นความพอใจของตนเองและความเห็นแก่ตัว

คพ.พงษ์เกษม

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2017

สวัสดีครับพี่น้อง
                วันนี้เราฉลองวันอาทิตย์พระเมตตา พระเยซูประจักษ์มากับซิสเตอร์โฟสตินา และกล่าวกับซิสเตอร์ว่า เราปรารถนาให้วันฉลองพระเมตตา เป็นที่พึ่งที่กำบังของเหล่าดวงวิญญาณ ของคนบาปทั้งหลาย วันฉลองนี้เป็นวันที่ความเมตตา อ่อนโยนของเรา จะเผยแสดงออกมา เราจะโปรดให้มหาสมุทรแห่งพระพรหลั่งไหลมายังดวงวิญญาณผู้เข้ามาพึ่งพาความเมตตาของเรา วิญญาณที่ไปพึ่งพาศีลอภัยบาป และรับศีลมหาสนิท จะได้รับการอภัยและช่วยให้พ้นมลทินบาปอย่างบริบูรณ์ วันฉลองนี้ ความเมตตาของเราจะเอ่อล้น มาสู่ท่านทั้งหลาย" (Diary, 699)
                วันวันนี้จึงเป็นวันที่เราเฉลิมฉลอง ความหมายอันลึกล้ำ ของความเมตตาที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรามนุษย์ วันวันนี้เป็นวันที่ นักบุญโทมัสร้องออกมาว่า "พระเจ้าข้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า" (ยน. 20:28)
                วันนี้คือวันที่พระเจ้าทรงสรรสร้าง ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม วันนี้คือวันคืนดีกับพระเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ พระโลหิตของพระเยซูได้รับการประพรมบนพระที่นั่งแห่งความเมตตา พระเยซูคือลูกแกะของพระเจ้า ผู้ได้ทรงชดเชยบาปของเราแต่ละคน เราจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยอาศัยพระโลหิตของพระองค์
                วันนี้คือวันแห่งพันธสัญญา แปดวันหลังจากวันกลับคืนชีพของพระองค์ เราฉลองพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับประชากรของพระองค์ ว่าพระองค์จะมีความรักความเมตตากับประชากรของพระองค์
                วันนี้คือวันที่เราเฉลิมฉลองพระเมตตาของพระเจ้า     พระเมตตาของพระองค์นั้นมากมายมหาศาล มากมายเกินกว่าบาปใดๆรวมกัน ยิ่งใหญ่กว่าความทุกข์ยาก ความชั่วร้ายใดๆ รวมไปถึงความตาย เรามีชัยชนะโดยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ เราจึงได้รับความรอดพ้น และ ชีวิตนิรันดร
                วันนี้เป็นวันแห่งพระเมตตา วันที่เราจะหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า และ ชุบตัวเราลงในมหาสมุทรไพศาลแห่งพระเมตตาของพระองค์ วันวันนี้เป็นวันที่เราจะนำพาสมาชิก และ เพื่อนพ้องของเราไปยังมหาสมุทรแห่งพระเมตตา ด้วยการภาวนาอุทิศให้กับพวกเขา วันวันนี้เป็นวันที่เราจะบอกกับพระเยซูว่า เรารักพระองค์ เรามอบชีวิตของเราไว้กับพระองค์ และ กล่าวกับพระองค์ว่า เราวางใจในพระองค์ วันวันนี้ และ ทุกๆวันจากนี้ไป เราจะร้องหาพระองค์บอกกับพระองค์ว่า "พระเยซู ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์"
                ปี 1931 องค์พระผู้เป็นเจ้า ประทานนิมิตให้กับ นักบุญโฟสตินา ด้วยลำแสงสองลำแสง ที่พวยพุ่งออกมาจากหัวใจของพระองค์ ลำแสงหนึ่งมีสีแดง และ อีกลำแสงหนึ่งสีขาว ขณะที่ซิสเตอร์เพ่งพิศมองดูพระองค์ พระองค์กล่าวกับเธอว่า "จงวาดภาพนี้ ตามอย่างที่เธอเห็น และ เขียนที่ใต้ภาพว่า "พระเยซู ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์" เราสัญญาว่า บุคคลใดที่มีความศรัทธาต่อภาพนี้จะไม่มีวันสูญสลายไป เราสัญญาว่า เขาจะมีชัยชนะต่อศัตรูทั้งในโลกนี้และในเวลาสิ้นใจ เราเองจะปกป้องเขาเยี่ยงสิริมงคลของเรา เราอยากให้ทุกคนทั่วโลกมีความศรัทธาต่อภาพนี้ ซึ่งเราจะประทานพระพรให้กับดวงวิญญาณ  ลำแสงสองลำแสง คือตัวแทนของ เลือดและน้ำ ลำแสงสีขาวคือน้ำที่ชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์ ลำแสงสีแดง คือเลือด ที่ให้ชีวิตกับดวงวิญญาณ ลำแสงทั้งสองลำนี้ พวยพุ่งออกมาจากส่วนลึกแห่งความเมตตาอ่อนหวาน เมื่อดวงใจของเราที่ทุกข์ระทมถูกเปิดออกโดยหอกบนไม้กางเขน ลำแสงนี้คือเกราะป้องกันดวงวิญญาณจากพระพิโรธแห่งความยุติธรรมของพระเจ้า บุคคลใดที่ดำรงอยู่ในความคุ้มครองนี้จะมีความสุข
พ่อสุพจน์
.......................................................................................................
สวัสดีครับพี่น้อง
            ในวันที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวกและให้พวกเขาดูพระหัตถ์และพระบาทในตอนแรก พวกเขาไม่เชื่อ เพราะเรื่องนี้มันเป็นมหัศจรรย์เกินกว่าที่จะเป็นจริงได้ (ลก.24:40-41) ตอนนั้นโธมัสไม่ได้อยู่ด้วย เขาจึงไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะได้เห็น เมื่อพระเยซูปรากฏแก่โธมัสและบอกให้เขาเอานิ้วแหย่เข้าไปในรอยตะปูที่พระหัตถ์และคลำที่สีข้างพระองค์ โธมัสก็ร้องออกมาว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยน.20:28)
            ต่อมาภายหลัง เมื่อเปาโลบอกกับชาวฟีลิปปีถึงการทนทุกข์ของท่าน ท่านยังได้ประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และเป็นพยานว่า ท่านถือว่าประสบการณ์ทั้งสิ้นของท่านนั้นไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป. 3:8)
คุณและผมไม่เคยเห็นพระเยซูทรงห้ามพายุหรือชุบใครให้ฟื้นจากตาย เราไม่เคยนั่งอยู่แทบพระบาทที่เชิงเขาในแคว้นกาลิลี และฟังพระองค์สอน แต่โดยความเชื่อ เราได้รับการเยียวยาฝ่ายวิญญาณด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์แทนเรา เราจึงร่วมกับโธมัสและเปาโลและคนอีกนับไม่ถ้วน ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแม้เราจะไม่อาจมองเห็นพระองค์ได้ด้วยตา แต่เราเชื่อได้ด้วยใจว่า พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าโธมัสทูลพระองค์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยอห์น20:28)
            พระเยซูตรัสว่า เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยน. 20:29) เมื่อเราเชื่อ เราเองก็เรียกพระเยซูว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์ ถ้าข้าไม่เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น และไม่ได้เอามือของข้าแยงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์แล้ว ข้าจะไม่เชื่อเลย (ยอห์น20:25) เราเรียกท่านว่าโธมัสคนขี้สงสัย (ยน.20:24-29) แต่ชื่อนี้ไม่ยุติธรรมกับท่านนัก เพราะจะมีสักกี่คนที่เชื่อว่าผู้นำของตนที่ถูกประหารไปแล้วจะฟื้นจากความตาย หรือเราอาจเรียกว่า โธมัสคนกล้าเพราะท่านแสดงความกล้าอันน่าประทับใจขณะที่พระเยซูทรงดำเนินผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่นำไปสู่ความตาย
            หลังการตายของลาซารัส พระเยซูตรัสว่า เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด” (ยน.11:7) ทำให้สาวกคัดค้านว่า พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็วๆ นี้ พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย แล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ” (ยน.11:8) โธมัสผู้นี้เองที่กล่าวว่า พวกเราไปกับพระองค์ด้วยเถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์” (ยน.11:16)
            โธมัสมีเจตนาดีแต่ไม่ทำจริง เมื่อพระเยซูทรงถูกจับ โธมัสหนีไปกับคนอื่น (มธ.26:56) ทิ้งเปโตรกับยอห์นให้ตามพระเยซูไปถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต มีเพียงยอห์นเท่านั้นที่ติดตามพระเยซูไปจนถึงกางเขนแม้จะได้เห็นลาซารัสฟื้นจากตาย (ยน.11:38-44) แต่โธมัสก็ยังไม่เชื่อว่าพระคริสต์ทรงชนะความตาย แต่เมื่อท่านได้เห็นพระเยซูผู้คืนพระชนม์ จึงร้องว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” (ยน.20:28) พระเยซูตอบว่า เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยน.20:29) ผู้สงสัยจึงมั่นใจและเราก็อุ่นใจยิ่งมีความสงสัยที่แท้จริงย่อมแสวงหาความสว่าง แต่ความไม่เชื่อย่อมพอใจอยู่ในความมืด จงมีความเชื่อเถิด

คพ.พงษ์เกษม