วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2014

พี่น้องที่รัก
                เป็นที่น่ายินดีที่เรามีพระคัมภีร์คาทอลิก ฉบับสมบูรณ์แล้ว ตามที่พี่น้องทราบจากการประชาสัมพันธ์ของพ่อในช่วงเวลาที่ผ่านมา พ่อดีใจที่พี่น้องสนใจและจัดหาพระคัมภีร์เล่มนี้ไว้เป็นคู่มือในการดำเนินชีวิตคริสตชนกันอย่างเห็นได้ชัด จนพระคัมภีร์ที่จัดหามานั้นไม่เพียงพอกับความต้องการของพี่น้อง สัปดาห์นี้เราได้จัดหาพระคัมภีร์มาเพิ่มเติมแล้ว หวังว่าคงจะเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องนะครับ
                อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์พระคัมภีร์ สภาพระสังฆราชอยากให้เราร่วมใจกันบริจาค เพื่อจุดประสงค์ในการจัดการส่งเสริมการศึกษาพระคัมภีร์ในเชิงลึกสำหรับกลุ่มคริสตชนชาวไทย ขอพี่น้องโปรดร่วมใจกันบริจาคเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวด้วยครับ

พ่อสุพจน์

ความมหัศจรรย์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ
(ต่อจากคราวที่แล้ว)
บทที่ 5
คุณประโยชน์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ

                นักบุญ ยอห์นมารีย์ เวียนเนย์ ครั้งหนึ่งท่านป่วยหนักมาก แม้ว่าจะไปหาหมอรักษาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าอาการจะทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ทุกคนคิดว่าท่านคงไม่มีโอกาสหายป่วยกลับมามีชีวิตปกติดังเดิมได้อีก
                ท่านนักบุญ ขอให้มีการถวายพิธีบูชาขอบพระคุณบนพระแท่นของนักบุญฟีโลมีนา เพื่ออาการป่วยของท่าน เมื่อพระสงฆ์ถวายพิธีบูชาขอบพระคุณเสร็จสิ้นตามคำร้องขอ อาการป่วยของท่านนักบุญ ยอห์นมารีย์ เวียนเนห์ ก็หายเป็นปกติ
                ในเมืองลิสบอน มีสตรีผู้หนึ่งกำลังจะตายเพราะป่วยหนัก หมอลงความเห็นว่าเธอคงไม่สามารถหายเป็นปกติได้อย่างแน่นอน สตรีผู้นี้ป่วยเป็นมะเร็ง ในส่วนที่ไม่สามารถผ่าตัดรักษาได้ พระสงฆ์วิญญาณรักษ์แนะนำให้เธอขอมิสซาเพื่อการบำบัดรักษา สตรีผู้ป่วยหนักผู้นี้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระสงฆ์วิญญาณรักษ์ของเธอ พระคุณเอนกอนันต์ของพิธีบูชาขอบพระคุณนั้นส่งผลให้เธอมีอาการดีขึ้นตามลำดับ และในที่สุดอาการเจ็บป่วยของเธอก็หายอย่างอัศจรรย์ นำความยินดีมาสู่เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง รวมถึงสร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์ที่รักษาเธอเป็นอย่างมาก
                บ่อยครั้งมีสมาชิกในครอบครัวคริสตชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ต้องพาไปหาแพทย์ที่มีชื่อเสียงมีความชำนาญในการรักษา ต้องเสียค่ายารักษาโรคมากมาย เพื่อช่วยให้ผู้เป็นที่รักของเราหายจากอาการเจ็บป่วย เพื่อรักษาชีวิตอันมีค่าของเขาไว้ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่หลายครั้ง เรากลับละเลยเช่นกันที่จะนึกถึง พระคุณเอนกอนันต์แห่งการบำบัดรักษาที่เราสามารถได้รับจากพิธีบูชาขอบพระคุณ
                คงจะมีผู้คนมากมายที่คงไม่ต้องลงไปนอนในหลุมฝังศพ และยังดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข ถ้าเขาเหล่านั้นได้รับพระคุณเอนกอนันต์จากการพึ่งพาพระพรที่ได้รับจากพิธีบูชาขอบพระคุณ อย่างที่สตรีผู้นั้นที่กรุงลิสบอนได้รับ
                เคราะห์หามยามร้าย อุบัติภัย มากมายที่แคล้วคลาดได้ ถ้ามนุษย์เรามีความเชื่อและมั่นใจในพระพรอันไม่มีที่สิ้นสุดของพิธีบูชาขอบพระคุณ
                ถ้าเราคาทอลิก เข้าใจถึงพระคุณเอนกอนันต์ของพิธีบูชาขอบพระคุณเช่นนี้อย่างทั่วถึงแล้ว เชื่อได้เลยว่า วัดต่างๆคงไม่มีที่ว่างเพียงพอจะรองรับคริสตชนที่มาร่วมในพิธีบูชาขอบพระคุณทุกวันเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หวังว่า ผู้เป็นแม่บ้าน พ่อบ้านของครอบครัวคริสตชน จะปลูกฝังให้ลูกๆของตน ได้เห็นคุณค่าของการมาร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบใหญ่เขาจะได้ทำสิ่งนี้เป็นกิจวัตร (ยังมีต่อ)
.........................................................................................................................

  
พี่น้องที่รัก
เมื่อถูกพวกโรมันยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ ชาวยิวต่างรอคอยผู้นำทางการเมืองและศาสนาที่เข้มแข็ง เพื่อไถ่กู้และปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ การมาของผู้นำที่เป็นทั้งผู้ไถ่กู้และผู้ปลดปล่อยเช่นว่านี้ ได้รับการกล่าวถึงล่วงหน้าจากบรรดาประกาศก เมื่อยอห์นบัปติสต์เริ่มงานของท่านในถิ่นทุรกันดาร จึงกลายเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนอย่างรวดเร็ว และถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะส่งคนไปถามท่านว่า ท่านเป็นใครใช่พระผู้ไถ่หรือผู้ปลดปล่อยที่พวกเขากำลังรอคอยหรือเปล่า ท่านเป็นพยานแห่งแสงสว่าง ในพระวรสารวันนี้ ยอห์นบัปติสต์ได้บอกประชาชนว่า ท่านไม่ใช่แสงสว่าง แต่เป็นพยานถึงแสงสว่างที่แท้จริงซึ่งกำลังจะมาสู่โลก ยอห์นยืนยันว่าท่านไม่ใช่พระคริสตเจ้า ไม่ใช่เอลียาห์และไม่ใช่ประกาศก แต่เป็นเสียงร้องในถิ่นทุรกันดาร ที่ชี้บอกคนที่มาหาท่านให้เตรียมต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระเจ้า ท่านได้ประกอบพิธีล้างด้วยน้ำ เพื่อเตือนให้ระลึกถึงการกลับใจและการให้อภัยบาปของพระเจ้า
ในเวลาเดียวกันยอห์นได้เป็นพยานด้วยความสุภาพถ่อมตน สำนึกว่าตนเองไม่คู่ควรแม้แต่จะแก้สายรัดรองเท้าของพระองค์ซึ่งถือเป็นงานของทาส แม้ท่านจะเป็นผู้เตรียมทางขององค์พระเจ้า แต่ท่านไม่ได้คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่อะไร เป็นแต่เพียงเสียงร้องให้เตรียมทางของพระเจ้าให้ตรง ความปรารถนาเดียวของท่านคือ ต้องการให้ประชาชนได้ยินเสียงร้องของท่าน และเปิดใจของตนต้อนรับผู้ที่มาภายหลังท่าน
ยอห์น ได้ประกาศข่าวสำคัญแก่ชาวยิวซึ่งกำลังรอคอยผู้ไถ่กู้ด้วยความกระวนกระวายว่า แต่มีผู้หนึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่าน เป็นผู้ที่ท่านไม่รู้จัก” (ยน1:26) เหตุผลที่ทำให้ผู้คนในสมัยพระเยซูเจ้าไม่รู้จักพระองค์ เพราะพวกเขาต่างคิดว่าพระคริสตเจ้าจะเสด็จจากสวรรค์ด้วยฤทธานุภาพของพระเจ้า และสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยการทำลายศัตรูของชนชาติอิสราแอลให้พินาศ เมื่อพระองค์เสด็จมาบังเกิดจากหญิงชาวยิวธรรมดาคนหนึ่งเหมือนคนอื่นทั้งหลาย พวกเขาจึงไม่รู้จักพระองค์ การเป็นพยานของยอห์นบัปติสต์ ช่วยปลุกเร้าจิตใจเราให้เตรียมฉลองการเสด็จมาของพระเยซูเจ้าในหนทางที่ถูกต้อง จงเป็นพยานแห่งแสงสว่าง เมื่อถูกถามว่าท่านเป็นใคร ยอห์นสำนึกว่าท่านเป็นพยานแห่งแสงสว่าง ผู้เตรียมทางสำหรับองค์พระเจ้า แล้วเราละเป็นใคร เราจะต้องเป็นพยานแห่งแสงสว่างของพระเจ้าที่เราเชื่อและติดตามพระองค์เช่นเดียวกัน เราจะต้องรักในกระแสเรียกในการเป็นผู้นำสารของพระคริสตเจ้าไปสู่ผู้อื่นในโลก นี่คือ พันธกิจของพระศาสนจักรและหน้าที่ของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยาน ด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีแก่กัน เป็นต้นในครอบครัว สังคมและหมู่คณะของเราและเสมอไป
            จงชี้ไปที่พระคริสตเจ้า ยอห์นไม่พูดถึงตัวท่านเองเลย แต่ชี้ไปที่พระคริสตเจ้าผู้ซึ่งเสด็จมาภายหลังท่าน ท่านตระหนักในความต่ำต้อยของตน พระองค์จะต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนข้าพเจ้าจะต้องด้วยลง”(ยน3:30) ท่านได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่โดยไม่หวังประโยชน์อะไร นอกจากพระคริสตเจ้า เราจะต้องไม่ชี้ไปที่ตัวเองหรือสำคัญผิดว่าเราคือความถูกต้องและสำคัญที่สุด แต่จะต้องชี้ไปที่พระคริสตเจ้า เราเป็นแต่เพียงเครื่องมือของพระองค์เท่านั้น ดังนั้นพระองค์จะต้องยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา จงแสวงหาพระคริสตเจ้า และยืนยันว่า พระคริสตเจ้าเสด็จมาแล้ว ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเราและเป็นผู้ที่เราไม่รู้จัก พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ซ่อนเร้น บ่อยครั้งการประทับอยู่ของพระองค์ อยู่เหนือการรับรู้และความเข้าใจของเรา เราจะต้องจำพระองค์ให้ได้ เป็นต้นในผู้ที่ต่ำต้อยและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ นั่นคือ พระคริสตเจ้าที่ประทับอยู่ท่ามกลางเรา จึงจะทำให้ชีวิตของเราและหมู่คณะมีคุณค่าและความหมายที่แท้จริง


คพ.พงษ์เกษม

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2014

พี่น้องที่รัก
            เราก้าวเข้ามาสู่สัปดาห์ที่สองของเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าแล้ว วันคริสต์มาสใกล้จะมาถึงแล้ว พระเจ้าปรารถนาให้เราเตรียมจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการรับศีลอภัยบาป เพื่อเราจะพร้อมที่จะต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระผู้ไถ่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว เพื่อให้พระพรที่พระองค์นำมาให้เรานั้น บังเกิดผลในผืนดินที่อุดมในจิตใจของเราอย่างแท้จริง
            วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม จะมีพิธีศีลอภัยบาปรวม เวลา 17.00 . ขอเรียนเชิญพี่น้องทุกท่านรับศีลอภัยบาปเพื่อชำระจิตใจสำหรับเตรียมตัวฉลองคริสต์มาส
            สำหรับอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคมนี้ จะมีพิธีต้อนรับผู้เตรียมเป็นคริสตชน ในระหว่างพิธีมิสซารอบ 17.30 .

พ่อสุพจน์

ความมหัศจรรย์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ
(ต่อจากคราวที่แล้ว)
บทที่ 5
คุณประโยชน์ของพิธีบูชาขอบพระคุณ

                นักบุญMechtilde ได้รับนิมิตพระเยซูประจักษ์มาหาเธอและกล่าวกับเธอว่า "ในพิธีบูชาขอบพระคุณ เราเสด็จมาด้วยความถ่อมตนโดยไม่ถือว่ามนุษย์คนใดเป็นคนบาป ไม่ว่าเขาจะได้ทำผิดมามากขนาดไหน ก็ไม่เป็นสาเหตุขัดขวางที่เขาจะเข้ามาหาเราได้ถ้าเขาปรารถนาเช่นนั้น และ แสดงความเสียใจในบาปที่เขาได้กระทำ เราเสด็จมาด้วยความใจกว้าง ไม่มีใครที่มาพบเราแล้วจะกลับไปมือเปล่า โดยไม่ได้รับความรักจากเราอย่างเต็มเปี่ยม เรามาเพื่อประทานอาหารจากสวรรค์ที่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้อ่อนแอ ที่จะมอบความสว่างให้กับผู้ที่ตกอยู่ในความมืดมน ที่จะให้พระพรมากมายอย่างสมบูรณ์เพื่อบรรเทาความโศกเศร้า ที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจที่แข็งกระด้างยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดหลง และขจัดความหวาดเกรงต่างๆ ออกไปเสีย"
                คงไม่มีถ้อยคำใดๆอีกแล้ว ที่ทำให้เราอิ่มเอมเปรมใจเท่ากับ สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสสัญญากับเราเช่นนี้ด้วยพระองค์เอง ถ้อยคำนี้แหละที่ช่วยเราให้เข้มแข็งในความเชื่อ และวางไว้ใจในพระธรรมล้ำลึกของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม
                ในประวัตินักบุญ เกรโกรี่ แห่ง นาซีอันเซน กล่าวเอาไว้ว่า บิดาของท่านป่วยหนักและกำลังจะสิ้นใจ ท่านอ่อนกำลังลงอย่างมาก จนแทบไม่มีแรงขยับตัวเองเลย ลมหายใจของท่านค่อยๆแผ่วลง และไม่สามารถรับประทานอาหารใดๆบำรุงร่างกายให้สดชื่นขึ้นได้ ในที่สุดท่านก็เข้าสู่ภาวะตรีทูต
                ญาติๆของท่าน ต่างตระหนักดีว่าคงไม่มีวิธีใดๆที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นอีกแล้ว เขาได้แต่วางไว้ใจในความเชื่อในองค์พระเจ้า จึงไปที่วัดเพื่อขอให้คุณพ่อถวายพิธีบูชาขอบพระคุณเพื่อผู้ป่วย เมื่อพวกเขากลับไปบ้านก็พบว่าสถานการณ์เลวร้ายนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้ป่วยมีอาการกระเตื้องขึ้นและค่อยฟื้นตัวสู่สุขภาพที่เป็นปกติในที่สุด
..................................................................................................


  
พี่น้องที่รัก
ในปีที่สิบห้าแห่งรัชกาลพระจักรพรรดิทิเบรีอัสปอนทิอัสปีลาต เป็นผู้ว่าราชการแคว้นยูเดีย กษัตริย์เฮโรด ทรงเป็นเจ้าปกครองแคว้นกาลิลี ฟีลิปพระอนุชา ทรงเป็นเจ้าปกครองแคว้นอิทูเรียและตราโคนิติส ลีซาเนีย เป็นเจ้าปกครองแคว้นอาบีเลน อันนาสและคายาฟาส เป็นหัวหน้าสมณะ พระวาจาของพระเจ้า มาถึงยอห์น บุตรของเศคาริยาห์ในถิ่นทุรกันดาร  เขาจึงไปทั่วแม่น้ำจอร์แดน เทศน์สอนเรื่องพิธีล้างซึ่งแสดงการเป็นทุกข์กลับใจเพื่อจะได้รับการอภัยบาป ตามที่มีเขียนไว้ในหนังสือบันทึกของประกาศกอิสยาห์ว่าคนคนหนึ่งร้องตะโกนในถิ่นทุรกันดารว่า จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางเดินของพระองค์ให้ตรงเถิด  หุบเขาทุกแห่งจะถูกถมให้เต็ม ภูเขาและเนินทุกแห่งจะถูกปรับให้ต่ำลง ทางคดเคี้ยวจะกลายเป็นทางตรง ทางขรุขระจะถูกทำให้ราบเรียบ 
            แล้วมนุษย์ทุกคนจะเห็นความรอดพ้นจากพระเจ้าดังนั้น ยอห์นพูดกับประชาชนที่มารับพิธีล้างจากเขาว่าสัญชาติงูร้าย ผู้ใดแนะนำท่านให้หนีการลงโทษที่กำลังจะมาถึง  จงประพฤติตนให้สมกับที่ได้กลับใจแล้วเถิด และอย่ามาอ้างว่า เรามีอับราฮัมเป็นบิดา ข้าพเจ้าบอกท่านทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้ก้อนหินเหล่านี้กลายเป็นลูกของอับราฮัมได้  บัดนี้ ขวานกำลังจ่ออยู่ที่รากของต้นไม้แล้ว ต้นไม้ต้นใดที่ไม่ออกผลดีจะถูกโค่นและโยนใส่ไฟ(ลูกา 3:1-9) ชาวยิวไม่ได้ยินเสียงของประกาศก เป็นเวลานานสี่ร้อยปีแล้ว แต่เมื่อยอห์นปรากฏตัวเทศน์สอน และทำพิธีล้าง ประชาชนกลับเชื่อและยอมรับว่าท่านเป็น ประกาศก  คำเทศน์สอนของท่านมีลักษณะพิเศษท่านติเตียนคนผิดโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์เฮโรด ที่เอานางเฮโรเดียส ภรรยาของฟิลิปพระอนุชา มาเป็นภรรยา ท่านก็ทูลว่า ไม่ถูกต้องที่พระองค์ทรงรับนางมาเป็นมเหสี (มธ14:4)หรือพวกฟาริสีและสะดูสี ซึ่งเป็นถึงผู้นำทางศาสนาไม่วายถูกตำหนิว่าเป็น เจ้าสัญชาติงูร้าย (มธ3:7) เพราะปล่อยให้ประชาชนจมมืด อยู่ในกฎเกณฑ์และจารีตพิธีต่าง ๆ เมื่อประชาชนดำเนินชีวิต ราวกับไม่รู้จักพระเจ้า ท่านก็ไม่ลังเลเลยที่จะเตือนพวกเขา ให้หันกลับมาทำสิ่งที่ถูกต้อง บ่อยครั้งทีเดียว ที่เราระมัดระวังตัวเกินกว่า จะกล้าตักเตือนผู้กระทำผิดเฉกเช่นที่ยอห์นได้กระทำท่านสั่งสอนประชาชนให้เป็นผู้ชอบธรรม  นอกจากติเตียนความผิดที่พวกเขาได้กระทำแล้ว ท่านยังเชิญชวนและท้าทายพวกเขา ให้กระทำทั้งสิ่งที่ ควรทำ (should) และสิ่งที่ ทำได้ (could) ด้วย  เสมือนเสียงที่กระตุ้นประชาชนให้ทำในสิ่งที่สูงส่งกว่าน่าเสียดายที่หลายครั้ง เรามัวสาละวนอยู่กับ การห้ามประชาชนทำผิด แต่ใส่ใจเพียงนิดเดียว ที่จะทำให้พวกเขาดำเนินชีวิต ตามจิตตารมณ์อันสูงส่งของพระเยซูเจ้าสำหรับพระเยซูเจ้า การไม่ทำความผิดอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องทำทุกสิ่ง ให้ดีที่สุดด้วย !

คพ.พงษ์เกษม