วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2017

พี่น้องที่รัก
            ตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร วันฉลองสมโภชท่านนักบุญยอแซฟ คือวันที่ 19 ของเดือนมีนาคม ซึ่งปีนี้วันสมโภชของท่านก็พึ่งผ่านพ้นไปเมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายครั้งเราภาวนาวอนขอพระเจ้าผ่านทางนักบุญต่าง ๆ สิ่งที่จะนำมาเสนอพี่น้องในวันนี้ก็คือ ขอพี่น้องอย่าลืมที่จะภาวนาวอนขอผ่านทางท่านนักบุญยอแซฟด้วย เพราะนักบุญยอแซฟเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งความรอด ท่านเป็นภัสดาของพระนางมารีย์ เป็นผู้เลี้ยงดูพระเยซูเจ้าด้วยตัวเอง ท่านยังมีบทบาทเป็นผู้คอยปกป้องครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ให้พ้นจากภัยอันตราย ดังนั้นถือได้ว่านักบุญยอแซฟเป็นนักบุญที่มีความสำคัญไม่น้อย พ่อจึงเชิญชวนให้พี่น้องสวดบทภาวนาต่อไปนี้
            บทวิงวอนนักบุญยอแซฟ
            โปรดระลึกเถิด ข้าแต่นักบุญยอแซฟ ภัสดาผู้บริสุทธิ์ยิ่งของพระนางมารีย์และผู้ปกป้องที่รักของลูก แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยได้ยินเลยว่าผู้ที่มาขอพึ่งท่านวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน ถูกท่านทอดทิ้ง โดยไม่ได้รับการปลอบใจ ด้วยความไว้วางใจดังนี้ ลูกจึงมาขอพึ่งท่านด้วยใจร้อนรน ลูกขอมอบตัวเองไว้กับท่าน
            โอ้ บิดาเลี้ยงของพระผู้ไถ่ โปรดอย่าปฏิเสธคำภาวนาของลูก แต่โปรดรับและตอบสนองคำภาวนาของลูกด้วยใจกรุณาปรานีด้วยเทอญ อาแมน
            นอกจากนี้ยังมีบทภาวนาอ้อนวอนนักบุญยอแซฟอีกบทหนึ่งดังต่อไปนี้
            ข้าแต่นักบุญยอแซฟผู้มีบุญ เราหนีร้อนมาพึ่งเย็น หลังแต่ได้ขอความคุ้มครองจากวิสุทธิภริยาของท่านแล้ว เราวางใจกันมาพึ่งท่านด้วย เดชะความรักสนิทสนมของท่าน ต่อพรหมจารีผู้นิรมลมารดาของพระเจ้า เดชะความรักเสน่หาฐานบิดาของท่านต่อพระเยซูกุมาร โปรดทอดสายตาเหลียวดูกองมรดก ที่พระเยซูเจ้าทรงหามาได้ด้วยพระโลหิตของพระองค์ ขอท่านโปรดใช้ฤทธิ์ค้ำจุน และปกป้องเราทุกคราวที่ต้องการด้วยเถิด
            โอ้องค์อภิบาลพระวิสุทธิวงศ์ผู้ปรีชารอบคอบ โปรดป้องกันเราผู้มีเกียรติเป็นน้องของพระเยซูคริสตเจ้า โอ้บิดาผู้รักลูก โปรดให้เราแคล้วคลาดจากเชื้อโรคความลุ่มหลง และความประพฤติเหลวไหล โอ้ผู้แกล้วกล้าในการกอบกู้ โปรดแผลงฤทธิ์จากสวรรค์ คอยโอบอุ้มเราในการต่อสู้กับอำนาจความมืดมนบนแผ่นดินนี้ ครั้งก่อนท่านได้ฉุดพระเยซูกุมารออกจากอันตรายอันอาจถึงแก่ชีวิต ก็ในบัดนี้ขอท่านช่วยพระศาสนจักรให้พ้นจากกลอุบายปัจจามิตร และปัดเป่าอันตรายทั้งปวงด้วยเถิด โปรดปกปักรักษาเราแต่ละคนเสมอไป อาศัยอุปการะคุณของท่าน เราจะได้ประพฤติตามแบบอย่างท่าน และจะได้เจริญชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ สิ้นชีพในความศรัทธาภักดี สมจะรับความบรมสุขนิรันดรในสวรรค์ด้วยเถิด อาแมน
            ข้าแต่นักบุญยอแซฟ โปรดช่วยวิงวอนเทอญ
            ยังมีบทภาวนาวอนขอนักบุญยอแซฟอีกหลายบททีเดียว คงไม่สามารถนำมากล่าวอ้างในที่แห่งนี้ได้หมด สิ่งที่พ่ออยากรื้อฟื้นเป็นพิเศษก็คือ ความศรัทธาต่อท่านนักบุญยอแซฟ เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเลือนหายไปในพระศาสนจักร ดังนั้นถ้าเราคริสตชนหันกลับมาพิจารณาเห็นความสำคัญของท่านนักบุญยอแซฟ ก็จะพบว่าการภาวนาวอนขอต่อท่านนักบุญยอแซฟเป็นเรื่องที่เราควรหันมาพึ่งท่านเสมอ ๆ ด้วยเช่นกัน
พ่อสุพจน์
........................................................................................................

สวัสดีครับพี่น้อง
            อะไรคือบาปที่นำไปสู่ความตายกิจการ 5:1–10 “แต่มีชายคนหนึ่ง ชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีรา ได้ขายที่ดินของตน และเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งเขายักเก็บไว้ ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย และอีกส่วนหนึ่งเขานำมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต ฝ่ายเปโตรจึงถามว่า อานาเนีย เหตุไฉนซาตานจึงทำให้ใจของเจ้า เต็มไปด้วยการมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้ เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้ามิใช่หรือ เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้ามิใช่หรือ มีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้เจ้าคิดในใจเช่นนั้นเล่า เจ้ามิได้มุสาต่อมนุษย์แต่ได้มุสาต่อพระเจ้าเมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้นก็ล้มลงตาย และเมื่อคนทั้งปวงทราบเรื่องก็พากันสะดุ้งตกใจกลัวอย่างยิ่ง พวกคนหนุ่มก็ลุกขึ้นห่อศพเขาไว้แล้วหามเอาไปฝัง หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง ภรรยาของเขายังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเข้าไป ฝ่ายเปโตรถามนางว่า เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือจงบอกเราเถิดหญิงนั้นจึงตอบว่า ได้เท่านั้นเจ้าค่ะเปโตรจึงถามนางว่า ไฉนเจ้าทั้งสองได้พร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า จงดูเถิด เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีของเจ้าก็อยู่ที่ประตู และเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วยในทันใดนั้นนางก็ล้มลงตายแทบเท้าของเปโตร และพวกคนหนุ่มได้เข้ามาเห็นว่าหญิงนั้นตายแล้ว จึงได้หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง”1โครินธ์11:28-32 “ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ เพราะว่าคนที่กินและดื่มโดยมิได้เล็งเห็นพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็กินและดื่มเป็นเหตุให้ตนเองถูกพิพากษาโทษ ด้วยเหตุนี้พวกท่านหลายคนจึงอ่อนกำลังและป่วยไข้ และบ้างก็ล่วงหลับไป แต่ถ้าเราพิจารณาตัวเราเอง เราคงไม่ต้องถูกทำโทษ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำโทษเรานั้น พระองค์ทรงตีสอนเรา เพื่อมิให้เราถูกทรงพิพากษาลงโทษด้วยกันกับโลก บาปที่นำไปสู่ความตายคือบาปที่เจตนากระทำต่อเนื่องและไม่ยอมกลับใจสารภาพ พระเจ้าทรงประสงค์ให้บุตรของพระองค์บริสุทธิ์จุดที่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้ผู้เชื่อยังคงกระทำบาปอีกต่อไป เมื่อมาถึงจุดนั้น พระเจ้าอาจทรงเลือกที่จะเอาชีวิตของผู้เชื่อที่ดื้อดึงกระทำความบาปอีก ความตาย นี้เป็นความตายฝ่ายร่างกาย บ่อยครั้งพระเจ้าทรงชำระพระศาสนจักรของพระองค์ให้บริสุทธิ์โดยการพาเอาเหล่าคนที่จงใจไม่เชื่อฟังพระองค์ออกไปเสีย1โครินธ์5:5 “พวกท่านจงมอบคนนั้นไว้ให้ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย เพื่อให้จิตวิญญาณของเขารอด ในวันของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะตัดสายสัมพันธ์ชีวิตของผู้เชื่อเนื่องจากความบาปที่ไม่สารภาพผิด การอธิษฐานเผื่อบุคคลที่ไม่ใส่ใจเรื่องนี้จะไม่ได้ผล พระเจ้าทรงดีและยุติธรรม และในที่สุดพระองค์จะทำให้เราเป็น พระศาสนจักรที่มีสง่าราศี ปราศจากตำหนิริ้วรอยหรือมลทินใด ๆ เลย แต่บริสุทธิ์และปราศจากตำหนิ พระเจ้าทรงเฆี่ยนตีบุตรของพระองค์เพื่อต่อไปถึงที่สุดนั้น พระเจ้าจะได้ทรงสงวนรักษาเราไว้ให้พ้นจากการเป็นคนใจแข็งกระด้าง ที่จะเป็นเหตุนำเราให้กระทำ บาปที่นำไปสู่ความตาย คือการมีชีวิตพระในตัวเราและตลอดไปในชีวิตแห่งการบังเกิดใหม่

คพ.พงษ์เกษม

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2017

พี่น้องที่รัก
                พ่อได้อ่านบทความเรื่อง Five great achievements Pope Francis first four years เขียนโดยคุณพ่อ โทมัส รีส ท่านเป็นนักวิเคราะห์อาวุโส และรู้เรื่องราวอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ดำเนินไปในวาติกัน พ่อขอนำมาถอดความถ่ายทอดให้พี่น้องได้อ่านกันในโอกาสครบรอบ 4 ปีแห่งการดำรงตำแหน่งผู้นำพระศาสนจักรของพระสันตะปาปาฟรังซิส
                พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพระศาสนจักรคาทอลิกได้ 4 ปีแล้ว เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าพระองค์ท่านจะไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนด้านคำสอนของพระศาสนจักรในเรื่องสำคัญๆเช่น การคุมกำเนิด การถือโสด การบวชสตรีให้เป็นพระสงฆ์ การสมรสของคนรักร่วมเพศ แต่พระจริยวัตรของพระองค์ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนจักรหลายด้าน
                ประการแรก พระสันตะปาปาเริ่มหนทางใหม่ในการประกาศข่าวดี พระองค์บอกว่าคำพูดแรกของการประกาศข่าวดีจะต้องเป็นเรื่องความเมตตาของพระเจ้า ไม่ใช่รายละเอียดในเรื่องข้อความเชื่อหรือกฏระเบียบที่ต้องนำมาปฏิบัติ พระองค์เทศน์สอนทุกวันเกี่ยวกับเรื่องความเมตตาสงสารและความรักของพระเจ้า เราจึงสมควรที่จะต้องแสดงความเมตตาสงสารและความรักไปยังเพื่อนพี่น้องชายหญิงของเรา  โดยเฉพาะผู้ยากไร้ พระองค์ไม่ได้เทศน์สอนแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังทรงปฏิบัติด้วยการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย คนไร้บ้าน และคนป่วย
                ประการที่สอง พระสันตะปาปาฟรังซิส เปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในพระศาสนจักรได้ พระองค์ไม่แสดงอาการไม่พอใจในยามที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป แม้ในเรื่องสำคัญเช่นข้อคำสอน ในอดีตที่ผ่านมามีเพียงระหว่างการสังคายนาวาติกันครั้งที่สองเท่านั้นที่พระศาสนจักรเปิดโอกาศให้มีการโต้แย้งเกิดขึ้นได้ในระหว่างการประชุม แต่ภายหลังจากนั้นมา พระศาสนจักรควบคุมวาระการประชุมอย่างเข้มงวด และมีการคัดกรองหัวข้อการประชุม ดังนั้นผลของการประชุมสมัชชาของพระสังฆราชที่น่าจะเป็นข้อเสนอเพื่อให้คำแนะนำพระสันตะปาปา ก็กลายเป็นเพียงเวทีของพระสังฆราชที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อพระสันตะปาปาเท่านั้น แต่ภายใต้การนำของพระสันตะปาปาฟรังซิส ผู้เข้าร่วมสมัชชา ได้รับการส่งเสริมให้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องเกรงว่าจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกับพระสันตะปาปา ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ไม่เคยมีในช่วงของพระสันตะปาปาองค์ก่อนๆ
                ประการที่สาม พระสันตะปาปาให้แนวคิดแบบใหม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมใน สมณสาส์น Amoris Laetitia พระองค์นำพาพระศาสนจักรจากความคิดทางด้านศีลธรรม ที่มีพื้นฐานบนกฏระเบียบที่เคร่งครัด ไปสู่ศีลธรรมที่มีพื้นฐานบนความสุขุมรอบคอบ ซึ่งหมายความว่า ข้อเท็จจริง สภาวะแวดล้อม และแรงจูงใจ มีส่วนสำคัญประกอบการพิจารณา บนพื้นฐานศีลธรรมเช่นนี้ แนวทางบรรทัดฐานของศีลธรรมแบบนี้ทำให้เราสามารถเข้าถึงความดีงามของชีวิตของบุคคลที่มีข้อบกพร่อง แม้แต่ในการสมรสที่ผิดไปจากกรอบประเพณีแบบเดิมๆ แนวคิดแบบนี้เราจะไม่มองโลกในแบบที่มีการแบ่งความดีกับความชั่วออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่มองว่าเราทุกคนล้วนเป็นคนบาปที่มีบาดแผลที่ต้องชำระ พระศาสนจักรมีหน้าที่เป็นเสมือนสถานรักษาพยาบาล คอยเอาใจใส่ผู้เจ็บป่วย ศีลมหาสนิทคืออาหารที่ช่วยเยียวยารักษาผู้ป่วย ไม่ใช่รางวัลสำหรับผู้ดีพร้อม ดังนั้นยุคแห่งการขู่ผู้คนให้หวาดกลัวเพื่อจะเป็นคนดีคงผ่านพ้นไปแล้ว
                ประการที่สี่ พระสันตะปาปาได้ยกสถานะเรื่องสภาวะแวดล้อม เข้ามารวมอยู่ในแก่นสำคัญเรื่องความเชื่อแล้ว พระองค์ยอมรับว่า ภาวะโลกร้อนอาจเป็นประเด็นเรื่องศีลธรรมที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ในพระสมณลิขิตของพระองค์ที่ชื่อว่า Laudato Si พระองค์บอกกับเราว่า "การดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกในการเป็นผู้พิทักษ์สิ่งสร้างของพระเจ้าถือเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยฤทธิ์กุศล สิ่งนี้ไม่ใช่ทางเลือก และไม่ใช่เรื่องรองๆในการดำเนินชีวิตเป็นคริสตชนอีกต่อไป" พระสมณลิขิตฉบับนี้ของพระสันตะปาปา ได้รับการขานรับอย่างดีจากนักสภาวะแวดล้อมจำนวนมาก ผู้เคยมองพระศาสนจักรเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะจุดยืนของพระศาสนจักรในเรื่องการคุมกำเนิด ต่อไปนี้พระศาสนจักรจะเป็นพันธมิตรกับคนเหล่านี้ เพราะนักสภาวะแวดล้อมจะถือว่าศาสนาจะมีส่วนสำคัญในการจูงใจให้ผู้คนยอมเสียสละตัวเองเพื่อธำรงรักษาโลกของเราไว้
                ประการที่ห้า พระสันตะปาปาได้เริ่มต้นปฏิรูปโครงสร้างการปกครองของพระศาสนจักร แม้การปฏิรูปอย่างจริงจังเป็นไปอย่างช้าๆแต่ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากธนาคารวาติกัน และไปสู่หน่วยงานต่างๆ การจัดการด้านงบประมาณในหน่วยงานต่างๆต้องผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด สำนักงานหลายสำนักงานได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลดีต่อพระศาสนจักรโดยรวม ยังมีภารกิจอีกมากมายต้องดำเนินการก็จริงแต่งานเหล่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
                ประเด็นสำคัญก็คือ พระสันตะปาปาพยายามเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของนักบวชให้มีจิตตารมณ์แห่งการรับใช้ พระองค์ปรารถนาให้พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง อุทิศตนทำงานรับใช้ประชากรของพระเจ้ามากกว่าที่จะดำรงตนเป็นเจ้าขุนมูลนาย ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังเปลี่ยนแปลงประเพณีการแต่งตั้งพระคาร์ดินัล จากเดิมที่เป็นการยกย่องส่งเสริมให้รางวัล กลับมาเป็นการพิจารณาพระสังฆราชที่ให้ความสำคัญกับนโยบายที่พระองค์จัดวางลำดับความสำคัญไว้เพื่อพระสังฆราชเหล่านี้จะได้รับการยกขึ้นเป็นพระคาร์ดินัล เพื่อสักวันหนึ่งพระคาร์ดินัลเหล่านี้จะมาทำหน้าที่เป็นผู้นำพระศาสนจักรในภายภาคหน้า 
พ่อสุพจน์
.........................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ :ก็อก ก็อก ก็อก เปิดประตู

ชายตาบอด แม้มองไม่เห็นแต่เขาได้ยิน
และยอมให้พระช่วย
ชาวฟาริสี แม้ตาไม่บอด แต่ใจเขาปิด
และไม่อยากจะเชื่อตามที่ตาเห็น

ไม่ใช่ใครที่ปิดตาของใจเรา แต่บ่อยบ่อยที่เราปิดตาใจเราเอง

ตาของกายมืดบอด
แม้รักษาไม่ได้ แต่ยังได้รับความรอดพ้นได้
ตาของกายไม่บอด แต่ตาของใจมืดบอด
แม้รักษาได้ แต่ไม่ยินยอมรับการรักษา
บางทีอาจรอดพ้นได้ หรือ ไม่ก็อาจไร้โอกาสรอดพ้นเลย

เพียงเพราะกฎบังตา อัตตา-ตัวตนสูงข่มความดี
เห็นสิ่งดีอยู่ตรงหน้า เห็นเรื่องราวดีดีอยู่ตรงหน้า ยังว่าร้ายได้
เพียงเพราะไม่ถูกใจ เพียงเพราะไม่ใช่พวกเรา เพียงเพราะแตกต่างจากเรา

ความดีจึงไปไม่ถึงใจ อคติปิดใจแน่นหนา
ชีวิตจึงทำทำไปแค่ตามตัวบท ตัวบัญญัติ ตามกฎที่ร่ำเรียนมา
มีปัญญาสูงส่ง สมองโต แต่กลับใจลีบ แขนลีบ ขาลีบ

มองเห็นตัวหนังสือ สำคัญกว่าความเป็นคน
มองเห็นแต่สิ่งที่ตัวต้องการ มากกว่าความต้องการของคนอื่น
คนอะไร...หูเปิด ตาเปิด ปากเปิด แต่ไม่เปิดใจ

#แล้วเราหละ

บาทหลวงบางกอก