วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2017

พี่น้องที่รัก
                พ่อได้อ่านบทความเรื่อง Five great achievements Pope Francis first four years เขียนโดยคุณพ่อ โทมัส รีส ท่านเป็นนักวิเคราะห์อาวุโส และรู้เรื่องราวอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ดำเนินไปในวาติกัน พ่อขอนำมาถอดความถ่ายทอดให้พี่น้องได้อ่านกันในโอกาสครบรอบ 4 ปีแห่งการดำรงตำแหน่งผู้นำพระศาสนจักรของพระสันตะปาปาฟรังซิส
                พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพระศาสนจักรคาทอลิกได้ 4 ปีแล้ว เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าพระองค์ท่านจะไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนด้านคำสอนของพระศาสนจักรในเรื่องสำคัญๆเช่น การคุมกำเนิด การถือโสด การบวชสตรีให้เป็นพระสงฆ์ การสมรสของคนรักร่วมเพศ แต่พระจริยวัตรของพระองค์ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนจักรหลายด้าน
                ประการแรก พระสันตะปาปาเริ่มหนทางใหม่ในการประกาศข่าวดี พระองค์บอกว่าคำพูดแรกของการประกาศข่าวดีจะต้องเป็นเรื่องความเมตตาของพระเจ้า ไม่ใช่รายละเอียดในเรื่องข้อความเชื่อหรือกฏระเบียบที่ต้องนำมาปฏิบัติ พระองค์เทศน์สอนทุกวันเกี่ยวกับเรื่องความเมตตาสงสารและความรักของพระเจ้า เราจึงสมควรที่จะต้องแสดงความเมตตาสงสารและความรักไปยังเพื่อนพี่น้องชายหญิงของเรา  โดยเฉพาะผู้ยากไร้ พระองค์ไม่ได้เทศน์สอนแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังทรงปฏิบัติด้วยการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย คนไร้บ้าน และคนป่วย
                ประการที่สอง พระสันตะปาปาฟรังซิส เปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในพระศาสนจักรได้ พระองค์ไม่แสดงอาการไม่พอใจในยามที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป แม้ในเรื่องสำคัญเช่นข้อคำสอน ในอดีตที่ผ่านมามีเพียงระหว่างการสังคายนาวาติกันครั้งที่สองเท่านั้นที่พระศาสนจักรเปิดโอกาศให้มีการโต้แย้งเกิดขึ้นได้ในระหว่างการประชุม แต่ภายหลังจากนั้นมา พระศาสนจักรควบคุมวาระการประชุมอย่างเข้มงวด และมีการคัดกรองหัวข้อการประชุม ดังนั้นผลของการประชุมสมัชชาของพระสังฆราชที่น่าจะเป็นข้อเสนอเพื่อให้คำแนะนำพระสันตะปาปา ก็กลายเป็นเพียงเวทีของพระสังฆราชที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อพระสันตะปาปาเท่านั้น แต่ภายใต้การนำของพระสันตะปาปาฟรังซิส ผู้เข้าร่วมสมัชชา ได้รับการส่งเสริมให้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องเกรงว่าจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกับพระสันตะปาปา ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ไม่เคยมีในช่วงของพระสันตะปาปาองค์ก่อนๆ
                ประการที่สาม พระสันตะปาปาให้แนวคิดแบบใหม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมใน สมณสาส์น Amoris Laetitia พระองค์นำพาพระศาสนจักรจากความคิดทางด้านศีลธรรม ที่มีพื้นฐานบนกฏระเบียบที่เคร่งครัด ไปสู่ศีลธรรมที่มีพื้นฐานบนความสุขุมรอบคอบ ซึ่งหมายความว่า ข้อเท็จจริง สภาวะแวดล้อม และแรงจูงใจ มีส่วนสำคัญประกอบการพิจารณา บนพื้นฐานศีลธรรมเช่นนี้ แนวทางบรรทัดฐานของศีลธรรมแบบนี้ทำให้เราสามารถเข้าถึงความดีงามของชีวิตของบุคคลที่มีข้อบกพร่อง แม้แต่ในการสมรสที่ผิดไปจากกรอบประเพณีแบบเดิมๆ แนวคิดแบบนี้เราจะไม่มองโลกในแบบที่มีการแบ่งความดีกับความชั่วออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่มองว่าเราทุกคนล้วนเป็นคนบาปที่มีบาดแผลที่ต้องชำระ พระศาสนจักรมีหน้าที่เป็นเสมือนสถานรักษาพยาบาล คอยเอาใจใส่ผู้เจ็บป่วย ศีลมหาสนิทคืออาหารที่ช่วยเยียวยารักษาผู้ป่วย ไม่ใช่รางวัลสำหรับผู้ดีพร้อม ดังนั้นยุคแห่งการขู่ผู้คนให้หวาดกลัวเพื่อจะเป็นคนดีคงผ่านพ้นไปแล้ว
                ประการที่สี่ พระสันตะปาปาได้ยกสถานะเรื่องสภาวะแวดล้อม เข้ามารวมอยู่ในแก่นสำคัญเรื่องความเชื่อแล้ว พระองค์ยอมรับว่า ภาวะโลกร้อนอาจเป็นประเด็นเรื่องศีลธรรมที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ในพระสมณลิขิตของพระองค์ที่ชื่อว่า Laudato Si พระองค์บอกกับเราว่า "การดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกในการเป็นผู้พิทักษ์สิ่งสร้างของพระเจ้าถือเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยฤทธิ์กุศล สิ่งนี้ไม่ใช่ทางเลือก และไม่ใช่เรื่องรองๆในการดำเนินชีวิตเป็นคริสตชนอีกต่อไป" พระสมณลิขิตฉบับนี้ของพระสันตะปาปา ได้รับการขานรับอย่างดีจากนักสภาวะแวดล้อมจำนวนมาก ผู้เคยมองพระศาสนจักรเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะจุดยืนของพระศาสนจักรในเรื่องการคุมกำเนิด ต่อไปนี้พระศาสนจักรจะเป็นพันธมิตรกับคนเหล่านี้ เพราะนักสภาวะแวดล้อมจะถือว่าศาสนาจะมีส่วนสำคัญในการจูงใจให้ผู้คนยอมเสียสละตัวเองเพื่อธำรงรักษาโลกของเราไว้
                ประการที่ห้า พระสันตะปาปาได้เริ่มต้นปฏิรูปโครงสร้างการปกครองของพระศาสนจักร แม้การปฏิรูปอย่างจริงจังเป็นไปอย่างช้าๆแต่ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากธนาคารวาติกัน และไปสู่หน่วยงานต่างๆ การจัดการด้านงบประมาณในหน่วยงานต่างๆต้องผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด สำนักงานหลายสำนักงานได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลดีต่อพระศาสนจักรโดยรวม ยังมีภารกิจอีกมากมายต้องดำเนินการก็จริงแต่งานเหล่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
                ประเด็นสำคัญก็คือ พระสันตะปาปาพยายามเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของนักบวชให้มีจิตตารมณ์แห่งการรับใช้ พระองค์ปรารถนาให้พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชายหญิง อุทิศตนทำงานรับใช้ประชากรของพระเจ้ามากกว่าที่จะดำรงตนเป็นเจ้าขุนมูลนาย ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังเปลี่ยนแปลงประเพณีการแต่งตั้งพระคาร์ดินัล จากเดิมที่เป็นการยกย่องส่งเสริมให้รางวัล กลับมาเป็นการพิจารณาพระสังฆราชที่ให้ความสำคัญกับนโยบายที่พระองค์จัดวางลำดับความสำคัญไว้เพื่อพระสังฆราชเหล่านี้จะได้รับการยกขึ้นเป็นพระคาร์ดินัล เพื่อสักวันหนึ่งพระคาร์ดินัลเหล่านี้จะมาทำหน้าที่เป็นผู้นำพระศาสนจักรในภายภาคหน้า 
พ่อสุพจน์
.........................................................................................

ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ :ก็อก ก็อก ก็อก เปิดประตู

ชายตาบอด แม้มองไม่เห็นแต่เขาได้ยิน
และยอมให้พระช่วย
ชาวฟาริสี แม้ตาไม่บอด แต่ใจเขาปิด
และไม่อยากจะเชื่อตามที่ตาเห็น

ไม่ใช่ใครที่ปิดตาของใจเรา แต่บ่อยบ่อยที่เราปิดตาใจเราเอง

ตาของกายมืดบอด
แม้รักษาไม่ได้ แต่ยังได้รับความรอดพ้นได้
ตาของกายไม่บอด แต่ตาของใจมืดบอด
แม้รักษาได้ แต่ไม่ยินยอมรับการรักษา
บางทีอาจรอดพ้นได้ หรือ ไม่ก็อาจไร้โอกาสรอดพ้นเลย

เพียงเพราะกฎบังตา อัตตา-ตัวตนสูงข่มความดี
เห็นสิ่งดีอยู่ตรงหน้า เห็นเรื่องราวดีดีอยู่ตรงหน้า ยังว่าร้ายได้
เพียงเพราะไม่ถูกใจ เพียงเพราะไม่ใช่พวกเรา เพียงเพราะแตกต่างจากเรา

ความดีจึงไปไม่ถึงใจ อคติปิดใจแน่นหนา
ชีวิตจึงทำทำไปแค่ตามตัวบท ตัวบัญญัติ ตามกฎที่ร่ำเรียนมา
มีปัญญาสูงส่ง สมองโต แต่กลับใจลีบ แขนลีบ ขาลีบ

มองเห็นตัวหนังสือ สำคัญกว่าความเป็นคน
มองเห็นแต่สิ่งที่ตัวต้องการ มากกว่าความต้องการของคนอื่น
คนอะไร...หูเปิด ตาเปิด ปากเปิด แต่ไม่เปิดใจ

#แล้วเราหละ

บาทหลวงบางกอก

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2017


พี่น้องที่รัก
                จิตตารมณ์ประการหนึ่งของเทศกาลมหาพรต ที่พระศาสนจักรเสนอแนะให้คริสตชนทุกคนฝึกปฏิบัติ บำเพ็ญตน คือ การภาวนา วันนี้พ่อขอนำการภาวนาตามแบบที่พระสันตะปาปาฟรังซิสแนะนำมาเสนอให้กับพี่น้องนำไปประยุกต์ใช้ครับ แบบภาวนาแบบนี้มีชื่อว่า "5 Finger Prayer" หรือเรียกง่ายๆว่า "การภาวนาแบบ 5 นิ้ว" ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะใช้มือในการภาวนา แต่หมายความว่า เรามีนิ้วมือข้างละห้านิ้ว นิ้วแต่ละนิ้วต่างก็มีความหมายพิเศษสำหรับการภาวนาเพื่อจุดประสงค์ต่างๆครับ
               
                นิ้วแรกคือนิ้วโป้ง
                นิ้วโป้งเป็นตัวแทนของบุคคลที่เรารัก ความหมายก็คือเราภาวนาเพื่อบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเรา  ใกล้ตัวเรา หรือคุ้นเคยกับเราดี เพราะบุคคลเหล่านี้เราจดจำเขาได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ เพราะนิ้วโป้งอยู่ใกล้ลำตัวเรามากที่สุด
               
                นิ้วชี้
                นิ้วชี้เป็นตัวแทนของครูบาอาจารย์ที่เคยสอนเรามา บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลสำคัญต่อชีวิตของเรา นิ้วชี้หมายถึงการชี้นำ เขาทำหน้าที่ในการสอนสิ่งดีๆให้ชีวิตของเราได้เรียนรู้ บุคคลเหล่านี้ต่างก็ต้องการการสนับสนุน และ ปรีชาญาณเป็นพิเศษที่จะทำหน้าที่ชี้ทางสว่างให้กับคนอื่นๆ ให้เราภาวนาเพื่อเขาจะทำหน้าที่ได้อย่างดี

                นิ้วกลาง
                นิ้วกลางเป็นนิ้วที่สูงที่สุดในบรรดานิ้วทั้งหมดเพราะมีความยาวกว่านิ้วอื่นๆ เป็นนิ้วที่ทำให้เรานึกถึงบรรดาผู้นำประเทศชาติ ศาสนา กลุ่มองค์กรที่เราสังกัดอยู่ ให้เราภาวนาเพื่อบุคคลเหล่านี้จะสามารถใช้อำนาจที่เขามีอยู่อย่างดี อย่างยุติธรรม อย่างใจกว้าง บนพื้นฐานของความรัก

                นิ้วนาง
                ว่ากันว่านิ้วนางเป็นนิ้วที่อ่อนแอที่สุดในบรรดานิ้วทั้งหมด แต่ก็มีจุดเด่นอยู่ที่มนุษย์เราใช้เป็นนิ้วสำหรับสวมแหวนประดับกาย ความหมายก็คือให้เราภาวนาเพื่อผู้อ่อนแอ ผู้เจ็บป่วย และผู้ที่กำลังเผชิญอุปสรรคและปัญหาที่ทำให้ชีวิตของเขาขาดความสดชื่น บุคคลเหล่านี้สมควรได้รับการเสริมพลังให้เข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับความยากลำบากที่เข้ามาคุกคามชีวิตของเขา

                นิ้วก้อย
                นิ้วก้อยเป็นนิ้วที่เล็กที่สุด มีความหมายว่าให้เราภาวนาเพื่อความต้องการต่างๆของเรา นิ้วนี้เป็นนิ้วสุดท้ายที่เราจะภาวนาอุทิศให้ ภายหลังจากที่เราภาวนาเพื่อนิ้วอื่นๆเสร็จแล้ว ซึ่งหมายถึงเราให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นๆก่อนที่จะคิดถึงตัวเองนั่นเอง

                พ่อคิดว่าหลักคิดเรื่อง "การภาวนา 5 นิ้ว" จะช่วยพี่น้องได้บ้างในการฝึกฝนการภาวนาตลอดเทศกาลมหาพรตนี้  อาทิตย์นี้ ตรงกับวันที่ 19 มีนาคม วันฉลองนักบุญยอแซฟ ภัสดาของพระนางมารีย์ บิดาเลี้ยงของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของคุณพ่อพงษ์เกษม สังวาลย์เพ็ชร ขอพี่น้องภาวนาเป็นพิเศษเพื่อคุณพ่อพงษ์เกษมด้วยครับ

พ่อสุพจน์
...........................................................................................................


ข้างบัลลังก์นักบุญหลุยส์ : น้ำทรงชีวิต

ไม่มีใครมาตักน้ำจากบ่อตอนกลางวัน
ส่วนหนึ่งก็เพราะฝุ่นทรายปลิวไปมา น้ำอาจจะสกปรก
ส่วนมากมาตักกันไม่เช้า ก็เย็น ตอนที่แดดร่ม ลมตก

แต่ในพระวรสารวันนี้ เราได้ยินว่า มีหญิงมาตักน้ำตอนกลางวัน
นักพระคัมภีร์หลายคนตีความว่า เพราะนางต้องการหลบจากผู้คน
ซึ่งดูเหมือนว่า ก็เป็นแบบนั้น เพราะนางมีบาดแผลที่ไม่น่าดู
บาดแผลนี้ไม่ได้เห็นได้ด้วยตา แต่เป็นบาดแผลที่ซึมลึกอยู่ในใจ

พระเยซูเจ้าเองทรงทอดพระเนตรเห็นนาง และเห็นบาดแผลนั้นด้วย
นางพูดกับพระองค์ว่า ไม่มีสามี เมื่อพระเยซูเจ้าทรงตรัสถึงสามีนาง
แต่นางมีสามีมาแล้วห้าคน และคนปัจจุบันก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสามี

นัยยะหนึ่ง นางเป็นสัญลักษณ์ของคนที่กระหายและขาดความรัก
และความรักที่นางมีก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่า สมบูรณ์
(เลขหก คือ เลขของความขาด ไม่สมบูรณ์)
วันนี้นางมาเจอชายคนที่เจ็ด คนที่จะมาเติมเต็มชีวิตนางอย่างสมบูรณ์
นั่นคือ พระองค์ พระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นน้ำทรงชีวิต องค์ความรักที่บริบูรณ์

เมื่อพบพระองค์ นางจึงไม่กระหายอีก ไม่ขาดอีก
เมื่อนางยอมรับสภาพที่นางเป็น และยอมมอบถวายชีวิตและวิญญาณแด่พระเจ้า

และดูเหมือนว่า นางไม่ได้เก็บความยินดีนี้ที่นางพบไว้กับตัวเพียงคนเดียว
แต่นางยังบอกเล่าและส่งต่อข่าวดีนี้ ต่อไปให้ทุกคนที่นางพบเจออีกด้วย

#แล้วเราหละ


บาทหลวงบางกอก