วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2015

พี่น้องที่รัก
                ชีวิตมนุษย์เราเป็นการเดินทางยาวนาน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเดินทางคือ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายนั้นๆ แน่นอนที่สุดสำหรับเราคริสตชน เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการเกิดมาของเราคือ การบรรลุถึงเมืองสวรรค์ให้ได้ สวรรค์จึงเป็นเป้าหมายที่เด่นชัดที่เราต้องนำพาชีวิตของเราไปให้ถึง แต่ในระหว่างการเดินทางนั้น เราอาจต้องพึ่งพากรอบการดำเนินชีวิตบางอย่าง ที่ช่วยให้ชีวิตของเราสามารถก้าวไปสู่ความสมบูรณ์แบบได้สูงยิ่งขึ้น พ่อได้อ่านข้อคิดดีๆ จึงอยากนำมาแบ่งปันกับพี่น้องบ้าง
                3 อย่างที่ผ่านไปแล้วไม่คืนกลับมา :  เวลา  ชีวิต  วัยเยาว์
               3 อย่างที่ส่งผลทำลายชีวิตของเรา :  โมโห  โอหัง  ใจแคบ
                3 อย่างที่ทิ้งไม่ได้ :  ความเชื่อ  ความหวัง  ความรัก
           3 อย่างที่ประมาณค่าไม่ได้  :   ความรัก  ความดี  มิตรภาพ
                3 อย่างที่ไม่นิรันดร์  :  ความสำเร็จ  ทรัพย์สมบัติ  เกียรติยศ ชื่อเสียง
                3 อย่างที่ช่วยเราให้สำเร็จ  :  ความรู้  สติปัญญา  วินัย
                3 อย่างที่ต้องถนอมรักษา  :   พ่อแม่  ครอบครัว  เพื่อนพ้อง
                3 อย่างที่ใช้ในการคบมิตร  :   สัจจะ  จริงใจ  น้ำใจ
                3 อย่างที่ต้องรักษาไว้ให้ดี  :   โอกาส  ชีวิต  มิตรภาพ
 เก็บเอาไปคิดกันนะครับ มีประโยชน์ทั้งนั้น

พ่อสุพจน์
.......................................................................................................

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 6  เทศกาลปัสกา

นักวาดภาพที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งต้องการวาดภาพของพระเจ้าที่แสดงให้เห็นพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสง่างาม พระเนตรที่ส่องสว่างสดใสสะท้อนให้เห็นถึงความสุขในชีวิตนิรันดร เขาเฝ้าพยายามหาคนที่จะมาเป็นแบบตามจินตนาการที่เขาตั้งไว้ ที่สุดเขาได้พบกับคนเลี้ยงแกะคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะตรงกับที่เขาต้องการ เขาจึงให้คนเลี้ยงแกะนั้นนั่งเป็นแบบให้เขาวาด ปรากฏว่าภาพที่เขาวาดออกมานั้นขายได้ดีมากๆ
20 ปีผ่านไป ประสบการณ์ได้สอนเขาว่า "ชีวิตมิได้มีแต่ส่วนที่ดีเท่านั้น บ่อยครั้งมนุษย์ก็ปล่อยให้ซาตานครอบงำความคิดและความประพฤติของเขา" ศิลปินผู้นี้จึงคิดสร้างผลงานขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องการวาดภาพของซาตาน เขาจึงออกไปควานหาคนที่จะมาเป็นแบบ เขาพบกับนักโทษคนหนึ่งในคุก ชายคนนี้ได้ฆ่าคนตายและทำผิดมากมาย และกำลังจะถูกประหารชีวิต ใบหน้าของเขาช่างดูน่ากลัวอย่างที่นักวาดภาพไม่เคยเห็นมาก่อน มันแสดงให้เห็นภาพของซาตานได้อย่างชัดเจน
ครั้นเมื่อเขาวาดภาพเสร็จ นักโทษคนนี้ก็ร้องไห้ออกมาไม่หยุด เมื่อหวนระลึกถึงวันเวลาในอดีตของชีวิตตนเอง ยังความประหลาดใจให้กับนักวาดภาพเป็นอันมาก
"คุณร้องไห้ทำไมครับ" นักวาดภาพถาม   นักโทษผู้เป็นแบบของใบหน้าซาตานว่า "เมื่อ 20 ปีก่อน คุณได้วาดภาพๆ หนึ่ง ภาพนั้นคือ ภาพพระพักตร์พระเจ้า และคนเลี้ยงแกะคนหนึ่งมานั่งเป็นแบบให้คุณวาดใช่ไหม? คุณคงจำคนๆ นั้นไม่ได้จริงๆ เพราะเขาคนนั้น..ก็คือผมคนนี้..ในวันนี้เอง"

พี่น้องที่รักเรามีใบหน้าเหมือนพระเจ้าไหม  ใบหน้าที่ดูแล้วเต็มไปด้วยความใจดี อ่อนหวาน รอยยิ้มของเราเหมือนพระเจ้าไหม เป็นรอยยิ้มที่บรรเทาใจ และทำให้ผู้ที่เห็นสดชื่นหรือไม่
หรือเรามีใบหน้าคล้ายกับมารปีศาจ ซาตาน ที่มีลักษณะดุร้าย ใครก็ตามที่เห็นเราต้องหลบ ต้องหนี หรือ เบือนหน้าใส่เรา ไม่อยากอยู่ใกล้เรา
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ใบหน้าที่ดูหล่อเหลา หรือ ดูสวยงาม น่าชม ก็ยังไม่งดงาม เท่ากับ หัวใจที่สวยสดงดงามของเรา !!
·       เราจะมีใบหน้าเหมือนพระเจ้า  ถ้าเราแสดงความรักต่อผู้อื่น
·       แต่ถ้าชีวิตเรามีแต่ความไม่ดี  เห็นแก่ตัว ชอบคดโกง ไม่ค่อยช่วยเหลือคนอื่นเลย เราคงมีใบหน้าเหมือนมาร ปีศาจ ซาตานนั่นเอง
พระเจ้าทรงสร้างเรามาให้มีภาพลักษณ์เหมือนพระองค์ และเพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ ดังนั้น เราจึงต้องรักกันและกันด้วย
“บัญญัติของเราก็คือ ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน”

คพ.วิทยา

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2015

พี่น้องที่รัก
                เดือนพฤษภาคม เป็นเดือนแม่พระ ดังนั้นพ่อจึงอยากเชิญชวนพี่น้องทุกท่านได้สวดลูกประคำกันเป็นพิเศษในโอกาสเดือนแม่พระนี้
                การสวดสายประคำนั้นมีการปฏิบัติมาในพระศาสนจักรหลายศตวรรษแล้ว มีนักบุญจำนวนมากรักการสวดภาวนาแบบนี้ ในเวลาเดียวกันพระศาสนจักรก็ส่งเสริมให้คริสตชนสวดสายประคำด้วย เพราะการสวดสายประคำจะทำให้เราได้มีโอกาสพิจารณาพระธรรมล้ำลึกต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตของพระนางมารีย์ และชีวิตขององค์พระเยซูเจ้า  นักบุญดอมินิก และ บรรดานักพรตในคณะของท่าน ได้เทศน์สอนและแนะนำการสวดสายประคำให้กับคริสตชนจนมีการปฏิบัติกันจนแพร่หลาย
                นอกจากนี้การประจักษ์มาของพระนางมารีย์ที่เมืองลูร์ด และ ฟาติมา ยังปลุกเร้าให้คริสตชนมีความศรัทธาต่อการสวดสายประคำ
                สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่สอง ทรงเขียนไว้ในพระสมณสาสน์ของพระองค์เรื่องการสวดสายประคำว่า "เนื่องจากการสวดสายประคำเริ่มต้นจากประสบการณ์ของพระแม่มารีย์ จึงเป็นการภาวนาแบบเพ่งพินิจที่วิเศษสุด ถ้าหากว่าการสวดสายประคำขาดมิติการเพ่งพินิจเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีความหมายอะไร ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโลที่ 6 ทรงเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า "ถ้าการสวดสายประคำไม่มีการเพ่งพินิจ ก็เป็นเหมือนร่างกายไร้วิญญาณ และการสวดก็จะกลายเป็นการท่องสูตรอย่างเครื่องจักร"
                ดังนั้นการสวดสายประคำ ซึ่งเป็นการพูดซ้ำ จึงเป็นการมองล่วงหน้าไปถึงความเชื่อที่มีพลัง และ ความรักจริงใจต่อพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่กู้ และ พระนางพรหมจารีมารีย์
                พ่ออยากจะสรุปว่า การสวดสายประคำนั้น เป็นการภาวนาอีกแบบหนึ่ง ที่เราคริสตชนควรฝึกฝนการภาวนาแบบเพ่งพิศในพระธรรมล้ำลึกของพระเจ้า โดยอาศัยความเชื่อ เป็นการภาวนาแบบลึกซึ้งมากกว่า การภาวนาด้วยคำพูดที่มีความหมายเฉยๆ เป็นการภาวนาแบบเข้าสู่ภวังค์ที่ช่วยเรายกระดับจิตของเราให้สูงขึ้นสู่ ความจริงเหนือธรรมชาติ ที่พระเจ้าทรงไขแสดงให้เรามนุษย์ได้ทราบ
                การสวดสายประคำ เป็นเครื่องมือฝึกจิตของเราให้สงบ มีสมาธิ และ ปลดตัวเราเองจากความวุ่นวาย ฝ่ายโลกที่คอยรบกวนเราให้ขุ่นมัว เพื่อเราจะพบสันติสุขในจิตใจที่ยืนยาว เพื่อเราจะเข้าถึงความงดงามของพระนางมารีย์ผู้เป็นมารดาฝ่ายจิตของเราทุกคน และเพื่อเราจะสามารถน้อมนำเอาคุณธรรม ที่พระนางมารีย์เคยบำเพ็ญในชีวิตของพระนางมาแล้ว มาเป็นคุณธรรมที่จะบำเพ็ญในชีวิตของเราด้วย
                พี่น้องครับ มาสวดสายประคำกันเถอะ

คพ.สุพจน์
.....................................................................................................................

                                                                                 
วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 5  เทศกาลปัสกา
ตลอดระยะเวลาประมาณเดือนเศษ เด็กๆ คำสอนที่ได้มาเรียนรู้จักพระเยซูเจ้า ก็ถึงเวลาจบค่ายคำสอนแล้ว พ่อได้เห็นบรรดาเด็กๆ ได้เรียนคำสอน มีช่วงเวลาของการสวดภาวนา เล่นกิจกรรม และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเพื่อนๆ พี่เลี้ยง 40 กว่าชีวิต เห็นเด็กๆ ดูร่าเริงมีความสุขดี ก็ทำให้พ่อรู้สึกอิ่มใจไปด้วย
วันนี้เลยอยากจะพูดเรื่องของ“ดินสอ” พ่อได้เห็นบรรดาเด็กๆ นักเรียนคำสอน เวลามาเรียนก็จะพกสมุดมา มีหนังสือค่าย มีกล่องดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด ดินสอ ยางลบ สีไม้ และอื่นๆ แต่ที่พ่อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือว่า ปัจจุบันเด็กๆ ไม่ค่อยมีใครใช้ดินสอที่เป็นแท่งๆ แบบที่ต้องเหลาให้หัวแหลมๆ เพื่อใช้ในการเขียนหรือคัดลายมือ เหมือนสมัยที่พ่อเป็นเด็กๆ เคยทำมา  เพราะจะเห็นเด็กๆ มีดินสอกด  ซึ่งใช้งานง่าย หัวแหลมอยู่เสมอ ไม่ต้องเสียเวลาเหลาให้ยาก แต่ละแท่งก็มีสีสันสวยสดแตกต่างกันไป
พ่อร่าย..มาซะยาวเลยสิ่งที่อยากจะแบ่งปันกับพี่น้องก็คือ พ่ออยากพูดเรื่องของ “ดินสอ”   มีคนเขาบอกกันว่า….
·       ดินสอจะดี ต้องดีที่ไส้   ดินสอที่จะเขียนอย่างมีประสิทธิภาพต้องมีไส้ที่แข็งแรง เข้ม ไม่หักง่าย ซึ่งก็เปรียบกับชีวิตคริสตชน คือ เราจะเข้มแข็งได้ ต้องเริ่มจากการมีชีวิตที่ดี ชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า เพราะในพระวรสารวันนี้ เตือนใจให้เราสร้างความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า "กิ่งองุ่นเกิดผลด้วยตนเองไม่ได้ ถ้าไม่ติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่ดำรงอยู่ในเราฉันนั้น" การที่เรามาวัดก็เป็นการสร้างความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า เพื่อเราจะได้มีพระพร มีกำลังกายและใจ ในการทำหน้าที่ของเราอย่างดีต่อไป
·       ดินสอต้องแหลมจึงจะเขียนได้อย่างสวยงาม   เพื่อที่ดินสอจะแหลมก็ต้องเหลา บ่อยครั้งเราอาจต้องเจ็บปวด ยอมถูกปลอกเปลือก และเปลี่ยนแปลงตัวเอง สลายตัวเองไปทีละน้อยเหมือนกับดินสอที่ถูกเหลา  ในบทอ่านที่ 1 - นักบุญเปาโลซึ่งมีชื่อเดิมว่า เซาโล  เคยเบียดเบียนคนที่นับถือพระเยซูเจ้า แต่ภายหลังท่านพบกับพระเยซูด้วยตนเอง จึงกลับใจและหันมาติดตามพระองค์  ชีวิตของท่านต้องพบความยากลำบากมากมาย แต่ท่านก็อดทนเพื่อพระเจ้า บางทีชีวิตของเราอาจมีปัญหา อุปสรรคต่างๆ ก็ขอให้เราได้สู้ เพราะวันหนึ่งที่เราสามารถผ่านพ้นสิ่งเหล่านั้นไปได้ ชีวิตเราก็จะเติบโตขึ้น


คพ.วิทยา