วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2013


สวัสดีครับพี่น้อง
            ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา พวกเราพระสงฆ์สังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้ไปใช้เวลาหลายวันในการเข้าเงียบเพื่อฟื้นฟูจิตใจประจำปี  ซึ่งจะมีระยะเวลายาวนานกว่าการเข้าเงียบประจำเดือนสักหน่อย ทั้งนี้เพื่อเป็นโอกาสให้คุณพ่อที่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่สูงสุดของสังฆมณฑล ซึ่งได้แก่พระสังฆราช จะได้ใช้เวลามากขึ้นเป็นพิเศษพินิจพิจารณาเรื่องราวต่างๆตามที่ผู้เทศน์จะนำมากล่าวเชื้อเชิญให้เราพระสงฆ์ได้นำไปขบคิดหาข้อปฏิบัติเพื่อก้าวหน้าไปบนเส้นทางการเป็นพระสงฆ์เยี่ยงพระคริสตเจ้ามากยิ่งขึ้นในภารกิจที่คุณพ่อแต่ละองค์ได้รับมอบหมาย  การเข้าเงียบคราวนี้พวกเราพระสงฆ์มีโอกาสได้ฟังคำเทศน์ของคุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช พระสงฆ์สังกัดคณะพระมหาไถ่ ซึ่งท่านก็เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาไถ่อีกด้วย พ่อถือโอกาสนี้นำข้อคิดที่ได้จากบทเทศน์ในวันอังคารที่ 8 มกราคม มาแบ่งปันกับพี่น้องครับ มีประเด็นหนึ่งที่พ่อคิดว่าน่าจะนำมาตีความเพิ่มเติมจากประเด็นที่คุณพ่อผู้เทศน์ได้นำมาแบ่งปันกับเราคือเรื่อง รางหญ้า คำๆนี้มีความหมายอย่างไรบ้าง คำว่ารางหญ้าสำหรับเรามีความหมายมากกว่าความหมายตามรากศัพท์ เพราะรางหญ้าในที่นี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียง รางหรือ ภาชนะที่ใช้บรรจุหญ้าที่เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงเท่านั้น  รางหญ้าในที่นี้คือ สถานที่ที่ได้รับเกียรติให้วางองค์พระกุมารเยซูที่พึ่งจะบังเกิดจากท้องของแม่คือพระนางมารีย์ การมาบังเกิดในรางหญ้า เป็นการบังเกิดที่เรียบง่าย ยากจน เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ยึดติดกับข้าวของฝ่ายโลกใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ คำสรรเสริญเยินยอ ทรัพย์สมบัติต่างๆ ซึ่งในใจความนี้จะช่วยให้แนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมยิ่งขึ้นในการดำรงชีวิตสำหรับผู้ที่อุทิศตนเพื่อพระอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพระสงฆ์ นักบวช หรือแม้แต่ฆราวาสเอง ใช่ไหมครับ
            การฉลองคริสต์มาสผ่านไปอย่างรวดเร็ว พ่อมีความรู้สึกว่าไม่อยากให้พระกุมารโตเลย เพราะเวลาที่เราเห็นพระกุมารนอนอยู่ในรางหญ้า ช่างเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจ อาจเป็นเพราะว่าภาพของเด็กทารกคือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง น่ารักน่าประทับใจ แต่นั่นก็สะท้อนให้เราเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้วเด็กคือผ้าขาวที่พร้อมจะน้อมรับการหล่อหลอมหรือการวาดภาพที่งดงามไว้ในจิตใจของเด็กๆทุกคน เพื่อเขาจะมีรากฐานที่สวยงามของชีวิตที่พร้อมจะเรียนรู้ของเขา และเติบโตอย่างมีคุณค่า ความจริงประการนี้จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม เราต้องไม่ละเลยในการจัดสภาพแวดล้อมต่างๆที่ดีที่เหมาะสมให้กับเด็กๆทุกคน เพื่อเขาจะได้เจริญเติบโตอย่างมีคุณค่า และถ้าเป็นไปได้ให้เขาทุกคนเติบโตขึ้นเป็นเยี่ยง "พระกุมารเยซูที่เจริญวัยแข็งแรงขึ้นทรงพระปรีชาญาณอย่างสมบูรณ์ และ พระหรรษทานของพระเจ้าสถิตอยู่กับพระองค์"(ลก.2:40)

พ่อสุพจน์
...............................................................................................................................................................

สวัสดีครับพี่น้องที่รักทุกท่าน
                วันนี้พระศาสนจักรทำการฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างจากท่านยอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน ก่อนที่พระองค์จะทรงเริ่มปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ คำว่า Baptism (ศีลล้างบาป) มาจากภาษากรีก แปลว่า การอาบน้ำ หรือชำระตัวให้สะอาด รูปแบบของพิธีกรรมที่ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์อันชัดเจนของการชะล้างคราบไคลของพฤติกรรมผิดๆ ในอดีตออกไป เมื่อเราต้องการเข้าสู่สถานะใหม่ของชีวิต ยอห์น บัปติสต์ เรียกร้องให้ประชาชนสำนึกผิดในวิถีชีวิตบาปของตน และแสดงเจตจำนงว่าต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการเข้ารับพิธีล้างด้วยน้ำจากแม่น้ำจอร์แดน
            น้ำเป็นสัญลักษณ์ที่มีหลายความหมาย เราใช้น้ำล้างสิ่งสกปรกและเป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างความผิดให้หมดไป น้ำเป็นพลังแห่งความตาย แต่เป็นพลังแห่งชีวิตด้วย น้ำในอุทกภัยนำความหายนะและความตาย แต่ในแง่ของพลังแห่งชีวิตไม่มีสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดที่รอดชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากน้ำได้
            พิธีล้างด้วยน้ำของยอห์น กระตุ้นให้เกิดความคิดเรื่องพระแมสสิยาห์ในหมู่ประชาชน แต่ยอห์นรีบบอกให้ประชาชนคอยผู้ที่จะตามหลังเขามา ผู้ที่จะทำพิธีล้างมิใช่ด้วยน้ำเท่านั้น แต่ด้วยพระจิตเจ้าและไฟแห่งชีวิตพระเจ้า
            ในน้ำแห่งศีลล้างบาป เราเข้าสู่ความตายของพระเยซูเจ้าเพื่อชำระล้างบาปกำเนิด และบาปต่างๆ ที่เราทำก่อนรับศีลล้างบาป นักบุญเปาโลมองว่าการจุ่มตัวในน้ำแห่งศีลล้างบาป คือการเข้าสู่คูหาฝังศพพร้อมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้น เมื่อเราขึ้นจากน้ำและสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวนั่นหมายความว่าเราได้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ และก้าวออกมาจากคูหาฝังศพ คำว่า “คริสตชน” อาจเคยใช้เป็นฉายาที่เรียกกันเล่นๆ แต่ชื่อนี้กลับกลายเป็นชื่อที่ถูกต้องแล้วสำหรับบุคคลที่บัดนี้ได้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระเยซูคริสตเจ้า และเป็นส่วนหนึ่งในพระวรกายที่มีชีวิตของพระองค์ในโลกนี้
            วันฉลองการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าเป็นโอกาสให้เราคริสตชนได้เฉลิมฉลองที่เราได้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระเจ้า อาศัยการรับศีลล้างบาปของเรา ขอให้เราได้ยินเหมือนที่พระบิดาตรัสกับพระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์ทรงรับพิธีล้างแล้วว่า “ลูกคือบุตรสุดที่รักของเรา จงยินดีในพระคุณต่างๆ ที่เรามอบให้แก่ลูกเถิด”
(อ้างอิงจาก พระวาจากับชีวิต ปี C เล่ม 1)
                                                                                                            คุณพ่อศวง

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

สารวัดวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2013


สวัสดีครับพี่น้องที่รัก
                เราก้าวล่วงเวลาของปีใหม่ ค.. 2013 หรือ พ.. 2556 มาได้ 6 วันแล้ว พ่อมีความรู้สึกว่าเวลาของเราแต่ละคนผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆนะครับ ไม่ว่าพี่น้องจะเห็นด้วยกับพ่อหรือไม่ก็ตาม เวลาก็หมุนไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอไม่มีวันหยุดพัก เราพึ่งจะผ่านช่วงวันหยุดพักผ่อนช่วงปีใหม่มาได้หลายวันแล้ว บางคนโชคดีได้หยุดงานตั้งแต่หลังการฉลองคริสต์มาสเรื่อยมาจนถึงช่วงวันหยุดยาวปีใหม่เสียด้วยซ้ำ เวลาที่เราหยุดพักผ่อนจากหน้าที่การงานปกติ เราก็อยากจะหยุดเข็มนาฬิกาเอาไว้ไม่ให้เดินไปข้างหน้าด้วยกันกับวันหยุดของเรา แต่เราก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเวลาไม่เคยหยุดพัก เวลาของทุกคนหมุนไปข้างหน้าเสมอ
            ช่วงปีใหม่หลายคนมีโอกาสไปร่วมงานเค้าท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ รายงานข่าวจากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าคนจำนวนมากไปร่วมงานนับเวลาถอยหลังเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นศักราชใหม่ ทำให้เราคิดกันไปว่า เวลามันเดินถอยหลังได้ เพราะมีการนับเลขถอยหลังจาก เก้า แปด เจ็ด หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์ ตัวเลขที่นับถอยหลังกันนี้ไม่ได้หมายความว่า เวลาหมุนถอยหลังได้ เพราะแท้ที่จริงเป็นการหมุนไปข้างหน้าตามปกตินั่นแหละ และด้วยเหตุนี้เองเราจึงไม่สามารถย้อนเวลาไปหาอดีตเพื่อแก้ไขสิ่งที่เคยทำเอาไว้ในอดีตได้ อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถนำกลับมาเป็นปัจจุบันเพื่อเราจะแก้ไขการกระทำของอดีตให้เปลี่ยนไปจากเดิมได้ ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงชอบคติพจน์ที่ว่า "ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" เพราะถ้าเราทำดีเต็มที่ตามศักยภาพและโอกาสที่เรามีแล้ว ก็ไม่ต้องเสียใจกับการกระทำของเราอีกเมื่อเวลาผ่านไป
            สิ่งที่เราควรคิดถึงเสมอคือ "อนาคต" เพราะอนาคตยังมาไม่ถึง เรายังมีเวลาในการตระเตรียม เรื่องราวต่างๆให้พร้อมสรรพได้ พ่อเจอะเจอลูกศิษย์หลายคน เดี๋ยวนี้เขาเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงาน มีครอบครัว มีอาชีพที่ดีมั่นคง รับผิดชอบในหน้าที่สำคัญๆขององค์กร ความรู้สึกแรกที่พบกันคือ ดีใจ ที่ได้พบกันอีก แต่ก็อดที่จะรำลึกถึงความหลังเมื่อหลายปีก่อนหน้า ตอนที่เขายังเป็นเด็ก ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา พร้อมกับเรื่องราวในหนหลัง เมื่อหันกลับมาคิดถึงปัจจุบัน และ อนาคตที่จะมาถึงก็พบว่า เออ เวลาผ่านไปเร็วนะ หลายครั้งยังคิดอยู่ว่า เราไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เราก็ยังเป็นคนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เวลา และ อายุต่างหาก แม้เวลาของเราแต่ละคนหมุนไปไม่เคยหยุด แต่ต้องไม่ลืมว่า เราแต่ละคนมีเวลาที่จำกัดนะครับ อย่าลืมความจริงประการนี้ไปเสียล่ะ
            วันนี้เรามีพิธีอวยพรเด็กๆ เด็กเหล่านี้แหละคืออนาคตของเรา เขาเหล่านี้แหละคือผู้ที่จะมาสืบต่ออนาคตของชุมชนวัดของเรา ให้เราช่วยกันหล่อหลอมปลูกฝังเขาให้มีความเชื่อที่มั่นคง เพื่อเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและวัดของเราในอนาคตครับ

พ่อสุพจน์
...................................................................................................................................................................
ทางแสงดาว
อาทิตย์ส่งท้ายเทศกาลพระคริสตสมภพกันแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเทศกาลแห่งความยินดีนี้ ได้แบ่งปัน ได้สนุกสนาน และชื่นชมกับการบังเกิดมาของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเราอย่างไรกันบ้าง? แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีคำตอบสำหรับตนเองต่างๆ นานากันออกไป แต่ทั้งหมดก็คือความยินดีนั่นเอง
พ่อเองมีบทเพลงที่ชื่นชอบอยู่เพลงหนึ่งที่เข้ากับวันฉลองนี้ได้อย่างดี แม้ไม่ใช่เพลงที่คาทอลิกเราแต่งขึ้น แต่คริสตจักรไมตรีจิต ได้รังสรรค์เพลงนี้ขึ้นมาอย่างสวยงาม อยู่ในบทเพลงชุด “ตลอดเวลา” หากหาฟังได้ก็ลองหามาฟังกันดูนะครับ ไพเราะและมีความหมายดีจริงๆ เนื้อเพลงมีว่า
“ในคืนพระคริสต์บังเกิด มีดาวบนฟ้ามากมาย แต่มีดวงดาวหนึ่งดวงส่องแสงโดดเด่นกว่าดาวนับร้อยพัน ในคืนที่ฟ้าบรรเจิด มองเห็นมีชายสามคน เดินทางมาจากแดนไกลโพ้น เดินตามดาวบนฟ้ามา
นักปราชญ์สามคนที่มองเห็นดวงดาว และได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่สำคัญ จึงออกเดินทางไปตามแสงของดวงดาว เดินออกไปตามทางที่ดาวนำ
ออกเดินผ่านทะเลทราย ผ่านเขาและลำน้ำใหญ่ ไปเพื่อพบกับองค์พระคริสต์ ที่บังเกิดมาเพื่อเรา
เพราะรักมากมายจึงบังเกิดมาเพื่อเรา เพื่อนำเส้นทางชีวิตทุกคน
ได้เจอองค์พระเยซู ได้มีของขวัญมอบให้ บนรางหญ้าทรงนอนหลับใหล ช่างเป็นเวลาน่าชื่นใจ อยากเป็นดังเหมือนนักปราชญ์ ที่เดินตามทางแสงดาว เตรียมของขวัญในกล่องใบน้อยถวายมอบแด่พระองค์
พ่อนำเนื้อเพลงมาเพื่อเป็นการสรุปสั้นๆ กับพี่น้องครับ อีกอย่างคืออยากเล่าประวัติของบรรดานักปราชญ์เหล่านี้สักหน่อย นี่เป็นข้อสงสัยที่กลายเป็นตำนานตั้งแต่สมัยคริสตชนยุคเริ่มแรกได้เล่าต่อกันมาว่า ทั้งสามเป็นกษัตริย์ องค์หนึ่งมาจากทวีปแอฟริกา องค์หนึ่งจากเอเชีย และอีกองค์จากยุโรป จึงมีคนผิวดำ คนตะวันออกไกล และคนขาว ท่านทั้งสามติดตามดวงดาวมาพบเจอกัน ณ จุดเดียวกัน และเดินทางช่วงสุดท้ายร่วมกันขึ้นสู่กรุงเยรูซาเล็ม ชื่อของทั้งสามคือ กัสปาร์ เมลคีเออร์ และบัลธาซาร์ ด้วยพาหนะที่ใช้คืออูฐ เมื่อได้คำนับและมอบของขวัญแด่พระกุมารน้อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับถิ่นกำเนิด จนกระทั่งเมื่อทั้งสามอายุครบ 120 ปี ได้เห็นดาวนั้นอีกครั้งจึงออกเดินทางอีกครั้งหนึ่งไปยังเมืองอานาโธเลียเพื่อร่วมมิสซาพระคริสตสมภพด้วยกัน ทั้งสามได้สิ้นชีวิตในวันเดียวกันอย่างเบิกบานยินดี ชิ้นส่วนของพระธาตุของทั้งสามได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ มากมาย (เดินทางไกลกว่ายามมีชีวิตเสียอีก) จนในที่สุดก็มาอยู่ที่มหาวิหารแห่งโคโลจน์ ประเทศเยอรมนี จนถึงปัจจุบัน
แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงตำนานที่เล่าต่อกันมา หาความเป็นจริงไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ช่วยให้เราเห็นสิ่งสำคัญของวันนี้ คือวันที่เราได้รับแสงสว่างแท้จากองค์พระกุมารที่ลงมาบังเกิดแล้ว เป็นหน้าที่ของเราต่อไปที่จะต้องรักษาแสงสว่างนี้ในชีวิตเราต่อไปด้วยการทำความดี เชื่อฟังบทบัญญัติของพระเจ้า หลีกหนีความชั่วของบาปที่จะนำพาเราสู่ความมืดมัว หากเราเชื่อมั่นในพระองค์ เราก็ย่อมมีทางแสงดาวนี้นำเราไปสวรรค์อยู่ร่วมกับพระองค์เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตเรามาถึงเช่นกัน
สวัสดีปีใหม่ ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน
                                                                                                                       คุณพ่อปลัดองค์เล็ก